Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 383

เล่ม มมร. 68 หน้า 383 ข้อ 76
บทว่า อาเสวนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาบริโภคตาม ความชอบใจของผู้บรรลุความชำนาญในการได้เฉพาะ. อาเสวนาภาวนา นั้น ท่านกล่าวว่า อาเสวนา เพราะอรรถว่า เสพหนัก. แต่อาจารย์ บางพวกพรรณนาไว้ว่า อาเสวนาภาวนาเป็น วสีกรรม. เอกรสา ภาวนา มีประโยชน์ทั้งหมด. พึงทราบความในจตุกวิภาคดังต่อไปนี้ บทว่า สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ - เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธิอยู่ เป็น คำกล่าวถึงปัจจุบันใกล้ปัจจุบัน. บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอัน เป็นส่วนเบื้องต้นนั้น. บทว่า เอกรสา โหนฺติ ได้แก่ เป็นธรรม มีกิจเสมอกันในการเข้าถึงอัปปนา. บทว่า สมาธึ สมาปนฺนานํ - เมื่อ พระโยคาวจรเข้าสมาธิแล้ว ได้แก่ มีอัปปนาแน่นแฟ้นแล้ว. บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น. บทว่า อญฺมญฺํ นาติวตฺตนฺติ - ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน ได้แก่ ไม่ก้าวล่วงกันและกัน โดยเป็นไปเสมอกัน. ๗๐] พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขฏฺเน สทฺธินฺ- ทฺริยํ ภาวยโต - เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่า น้อมใจเธอ ดังต่อไปนี้ อินทรีย์แม้ที่เหลือมีกิจของตน ๆ เป็นเหตุ ด้วยอาศัยอินทรีย์นั้น ๆ ในการทำกิจของตน ๆ แห่งอินทรีย์หนึ่ง ๆ แม้ในขณะเดียวกัน จึงมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะเหตุนั้น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka