ทั้งหลายตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับด้วยทิฏฐิ. เมื่อละจิตอันเป็นอสังขา-
ริกะ สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่าง ด้วยโสดาปัตติมรรคได้ กิเลสเหล่านี้
คือ โลภะ โมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เกิดร่วมกันกับ
จิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิจเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกันโดยการเกิด
ร่วมกัน. เมื่อละจิตอันเป็นสสังขาริกที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่างได้
กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ
เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกัน
โดยการเกิดร่วมกัน.
บทว่า โอฬาริเก กิเลเส - กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ ถามราคะ
พยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ.
บทว่า อณุสหคเต กิเลเส - กิเลสอย่างละเอียด ได้แก่
กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด.
บทว่า สพฺพกิเลเส ได้แก่ กิเลสที่เหลือละได้ด้วยมรรคที่ ๓.
บทว่า วีริยํ วาเหติ - ย่อมนำไปซึ่งความเพียร ความว่า
พระโยคาวจรยังความเพียรให้เป็นไป. ท่านกล่าวถึงเอสนาภาวนา ปฏิ-
ลาภเทสนา เอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา ในหนหลังเพื่อแสดง
ถึงความต่างกันแห่งภาวนาทั้งหลายว่า ภาวนาเป็นอย่างนี้ เพื่อแสดง
เหตุแห่งภาวนา ท่านจึงกล่าวคำทั้งหลายว่า ชื่อว่า ภาวนาด้วยอรรถว่า
ไม่ก้าวล่วงธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรส
อย่างเดียวกัน ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ