ว่า ตัณหาถึงความเป็นอันเดียวกันโดยใจความ กับด้วยนันทิราคะ.
บทว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี อันเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ
ความว่า ตัณหายินดียิ่งในอารมณ์ที่อัตภาพเกิด, หรือยินดีในอารมณ์
นั้น ๆ มีรูปเป็นต้น คือยินดียิ่งในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
และธรรมารมณ์. ปาฐะว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺที บ้าง ความว่า ให้
ยินดีในอารมณ์นั้น ๆ
บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต ความแห่งบทนั้นว่า หากถาม
ว่า ตัณหานั้นเป็นไฉน ?
บทว่า กามตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในกาม, บทนี้เป็นชื่อของ
ราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕.
บทว่า ภวตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในภพ. บทนี้เป็นชื่อของ
ราคะสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความปรารถนาในภพ และ
ราคะในรูปภพ อรูปภพ และความใคร่ในฌาน.
บทว่า วิภวตณฺหาได้แก่ ตัณหาใน วิภวะ คือปราศจากภพ.
บทนี้เป็นชื่อของอุจเฉททิฏฐิ.
บัดนี้ เพื่อแสดงถึงที่เกิดของตัณหานั้นโดยพิสดาร พระเถระ
จึงกล่าวว่า สา โข ปเนสา - ก็ตัณหานั้นแล เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชติ แปลว่า ย่อมเกิด.