ว่ามรรคของฌานนี้มีวิตกวิจารสงบโดยแน่นอน. อนึ่ง เหมือนอย่างว่า
ท่านกล่าวถึงการละไว้อย่างนี้ว่า ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ
ปหานา๑ - เพราะละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ดังนี้ เป็นการพรรณนาคุณ
ของกิเลสมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น แต่ไม่ละในอริยมรรคที่ ๓. เพื่อบรรลุ
ถึงฌานนั้น การพรรณนาคุณของฌานนั้น ย่อมให้เกิดอุตสาหะเพื่อ
ความขวนขวายต่อไปฉันใด, ท่านกล่าวถึงความสงบของวิตกวิจารแม้ยัง
ไม่สงบไว้ในบทนี้ ก็เป็นการพรรณนาคุณฉันนั้นเหมือนกัน. ด้วย
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวความนี้ไว้ว่า ปีติยา จ สมติกฺกมา วิตกฺกวิกวจาร-
นญฺจ วูปสมา - ก้าวล่วงปีติและสงบวิตกวิจารดังนี้.
ในบทว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขานี้มีความ
ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะอรรถว่า เห็นโดยบังเกิดขึ้น.
อธิบายว่า เห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในพรรค เห็นอยู่. เป็นผู้มี
ความพร้อมในตติยฌาน เพราะประกอบด้วยอุเบกขานั้น อันบริสุทธิ์
ไพบูลย์ มีกำลัง ท่านจึงกล่าวว่า อุเปกฺขโก - เป็นผู้มีอุเบกขา.
อุเบกขา มี ๑๐ อย่าง คือ ฉฬังคุเบกขา ๑ พรหมวิหารุ-
เบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ วีริยุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา เวท-
๑. ที. สี. ๙/๒๕๒.