ไม่ยินดีย่อมมีในความสุขนี้ มิได้มีด้วยประการอื่น พึงทราบว่า ท่าน
จึงกล่าวบทว่า สโต จ สมฺปชาโน นี้ไว้ในที่นี้.
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเว-
เทติ - ภิกษุเสวยสุขด้วยนามกายดังต่อไปนี้ ภิกษุผู้มีความพร้อมด้วย
ตติยฌาน ย่อมไม่มีความผูกใจในการเสวยสุขโดยแท้, แม้เมื่อเป็นเช่น
นั้น เพราะสุขสัมปยุตด้วยนามกายของภิกษุนั้น, สุขสัมปยุตด้วยนาม-
กายเป็นของธรรมดา, เพราะรูปกายของภิกษุนั้นถูกรูปที่ประณีตยิ่ง
อันมีความสุขนั้นเป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้ว, ภิกษุแม้ออกจากฌาน
เพราะรูปประณีตถูกต้องแล้วก็ยังพึงเสวยความสุขอยู่ได้, ฉะนั้น พระ-
สารีบุตรเมื่อจะแสดงความนี้จึงกล่าวว่า สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ
ดังนี้.
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ
อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี ดังต่อไปนี้ ภิกษุเข้าตติยฌานที่พระ-
อริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
ดังต่อไปนี้ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมบอก ย่อม
แสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมแจกแจง ย่อมทำให้
ง่าย ย่อมประกาศ, อธิบายว่า ย่อมสรรเสริญบุคคลผู้พร้อมด้วยตติย-
ฌานนั้น เพราะฌานเป็นเหตุเป็นปัจจัย. สรรเสริญว่าอย่างไร ? สรร-