นัสทั้งสองนี้ คือ สุขทางใจและทุกข์ทางใจก่อน ๆ ได้, เป็นอันท่าน
กล่าวว่า ปหานา - เพราะละอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ทั้งสองนั้นจะละได้เมื่อไร ? ละได้ในขณะอุปจารแห่งฌาน ๔
จริงอยู่ โสมนัสละได้ในขณะอุปจารแห่งฌานที่ ๔ เท่านั้น, ทุกข์
โทมนัส สุขละได้ในขณะอุปจารแห่งฌานที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓. เมื่อ
ท่านไม่กล่าวฌานเหล่านี้ตามลำดับแห่งการละอย่างนี้ แต่ในอินทริย-
วิภังค์๑ พึงทราบการละสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสไว้ในที่นี้ตาม
ลำดับแห่งอุทเทสของอินทรีย์ทั้งหลาย.
ผิว่า สุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัสเหล่านี้ละได้ในขณะอุป-
จารแห่งฌานนั้น ๆ ไซร้, เมื่อเป็นเช่นนั้นเหตุไรท่านจึงกล่าว นิโรธ
นั้นไว้ในฌานอย่างนี้ว่า ก็ทุกขินทรีย์เกิดแล้วย่อมดับไม่มีเหลือใน
ที่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม
ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่. ทุกขินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป
ไม่มีเหลือในที่นี้. โทมนัสสินทรีย์ สุขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์
เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีเหลือในที่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ เข้าถึง
จตุตถฌานอยู่. โสมนัสสินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มี
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๒๓๖.