ตรัสไว้อีกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้อที่พระ
สมณโคดมแสดงว่านี้มิใช่ทุกข์ อันเป็นอริยสัจ
ข้อที่ ๑, เราจักบัญญัติทุกข์อื่นอันเป็นอริยสัจ
ข้อที่ ๑ โดยบอกปัดทุกข์นี้อันเป็นอริยสัจข้อที่ ๑.
เสียดังนี้ ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ดังนี้เป็นต้น๑.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงบอกปวัตติ-ความ
เป็นไป จึงทรงบอกพร้อมด้วยเหตุ, และบอกนิวัตติ คือพระนิพพาน
พร้อมด้วยอุบาย คือมรรค. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
อริยสัจ ๔ โดยเป็นธรรมอย่างยิ่งไปกว่านั้นแห่งเหตุทั้ง ๒ ประการ คือ
ของปวัตติ- ความเป็นไปและนิวัตติ - การกลับไป.
อนึ่ง ท่านกล่าวถึงอริยสัจ ๔ ด้วยสามารถแห่งตัณหาวัตถุ ตัณหา
ตัณหานิโรธ และอุบายดับตัณหา, และความอาลัย ยินดีในความอาลัย
ถอนความอาลัย และอุบายในการถอนความอาลัย, อันควรกำหนดรู้
ควรละ ควรทำให้แจ้ง และควรทำให้เกิด.
อนึ่ง ในอริยสัจนี้ท่านกล่าว ทุกขสัจ เป็นข้อที่ ๑ เพราะ
ทุกขสัจ รู้ได้ง่าย เพราะเป็นของหยาบ และเพราะเป็นของทั่วไปแก่
๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๑๙๓.