บทว่า อภิญฺาย สมฺโพธาย ได้แก่ มรรค.
บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่ นิพพาน เท่านั้น. พึงทราบกถา
ที่ยังไม่ชัดอย่างนี้ว่า ท่านกล่าวว่า วิปัสสนาในฐานะ ๑, มรรคใน
ฐานะ ๒, นิพพานในฐานะ ๓. แต่โดยปริยายบททั้งหมดเหล่านี้เป็น
ไวพจน์ของมรรคบ้าง เป็นไวพจน์ของนิพพานบ้าง.
๘๙] บัดนี้ พระสากรีบุตรครั้นแสดงประเภทของศีลที่มีอยู่ด้วย
มีที่สุดและไม่มีที่สุดแล้ว เพื่อแสดงประเภทของศีลโดยสัมปยุตด้วย
ธรรม ด้วยชาติ ด้วยปัจจัยต่อไป จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กิ สีลํ-อะไร
เป็นศีลดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า สมุฏานํ เพราะมีวิเคราะห์ว่าศีลเป็น
เหตุตั้งขึ้น. บทนี้เป็นชื่อของปัจจัย. ชื่อว่า สมุฏานํ เพราะมี
วิเคราะห์ว่าศีลมีอะไรเป็นมุฏฐาน. ชื่อว่ากติธมฺมสโมธานํ เพราะ
มีวิเคราะห์ว่าศีลเป็นที่ประชุมที่ประมวลแห่งธรรมอะไร.
บทว่า เจตนา สีลํ-เจตนาเป็นศีล ความว่า เจตนาของผู้
เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือของผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ.
บทว่า เจตสิกํ สีลํ-เจตสิกเป็นศีล ความว่า การเว้นของ
ผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เจตนาชื่อว่าเป็นศีล ได้
แก่ เจตนาในกรรมบถ ๗ ของผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น. เจตสิก