เป็นผู้กระทำเป็นต้นของผู้นั้นจักมีได้แต่ไหน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส, นยิทํ รูปํ อาพาธาย
สํวตฺเตยฺย๑ เป็นอาทิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากรูปนี้พึงเป็น
ตัวตนแล้วไซร้, รูปนี้ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อความเจ็บป่วย. เพราะเหตุ
นั้น การพิจารณานี้ จึงเป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถแห่ง
บทนี้ว่า อนตฺตา อสารกฏฺเน - รูปเป็นอนัตตา เพราะหาแก่นสาร
มิได้, แต่โดยประเภทมี ๑๑ อย่าง. ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนั้นเหมือน
กัน. ด้วยประการฉะนี้ ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๑ อย่าง จึงเป็น
สัมมสนญาณ ๕๕ ในขันธ์ ๕ คือโดยความไม่เที่ยง ๕๕ โดยความ
เป็นทุกข์ ๕๕ โดยความเป็นอนัตตา ๕ เพราะเหตุนั้น ทั้งหมดจึง
รวมเป็นสัมมสนญาณ ๑๖๕ อย่าง.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพิ่มแม้บทว่า สพฺพํ รูปํ สพฺพํ
เวทนํ สพฺพํ สญฺํ สพฺเพ สงฺขาเร สพฺพํ วิญฺาณํ ลงไป
ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๒ รวมเป็น ๖๐ ในขันธ์ ๕, โดย
อนุปัสนาเป็นสัมมสนญาณ ๑๘๐ อย่าง.
อนึ่ง ในการจำแนกอดีตเป็นต้น พึงทราบความที่เวทนาเป็น
อดีต อนาคตและปัจจุบัน ด้วยสามารถแห่งสันตติและด้วยสามารถแห่ง
ขณะเป็นต้น. ในบทนั้นพึงทราบเวทนา ด้วยสามารถสันตติดังต่อไปนี้
๑. วิ. มหา. ๔/๒๐.