Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 666

เล่ม มมร. 68 หน้า 666 ข้อ 102
เป็นผู้กระทำเป็นต้นของผู้นั้นจักมีได้แต่ไหน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส, นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย๑ เป็นอาทิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากรูปนี้พึงเป็น ตัวตนแล้วไซร้, รูปนี้ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อความเจ็บป่วย. เพราะเหตุ นั้น การพิจารณานี้ จึงเป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถแห่ง บทนี้ว่า อนตฺตา อสารกฏฺเน - รูปเป็นอนัตตา เพราะหาแก่นสาร มิได้, แต่โดยประเภทมี ๑๑ อย่าง. ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนั้นเหมือน กัน. ด้วยประการฉะนี้ ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๑ อย่าง จึงเป็น สัมมสนญาณ ๕๕ ในขันธ์ ๕ คือโดยความไม่เที่ยง ๕๕ โดยความ เป็นทุกข์ ๕๕ โดยความเป็นอนัตตา ๕ เพราะเหตุนั้น ทั้งหมดจึง รวมเป็นสัมมสนญาณ ๑๖๕ อย่าง. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพิ่มแม้บทว่า สพฺพํ รูปํ สพฺพํ เวทนํ สพฺพํ สญฺํ สพฺเพ สงฺขาเร สพฺพํ วิญฺาณํ ลงไป ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๒ รวมเป็น ๖๐ ในขันธ์ ๕, โดย อนุปัสนาเป็นสัมมสนญาณ ๑๘๐ อย่าง. อนึ่ง ในการจำแนกอดีตเป็นต้น พึงทราบความที่เวทนาเป็น อดีต อนาคตและปัจจุบัน ด้วยสามารถแห่งสันตติและด้วยสามารถแห่ง ขณะเป็นต้น. ในบทนั้นพึงทราบเวทนา ด้วยสามารถสันตติดังต่อไปนี้ ๑. วิ. มหา. ๔/๒๐.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka