เป็นต้น โดยความแน่นอน. ฉะนั้น เพื่อแสดงปริยายแห่งรูปนั้น หรือ
เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งมนสิการด้วยอาการต่าง ๆ พระสารีบุตร จึง
กล่าวบทมีอาทิว่า รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ - รูปทั้งที่
เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง. จริงอยู่
รูปนั้น เป็น อนิจฺจํ เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี, ชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะ
มีที่สุดคือความไม่เที่ยง หรือ เพราะมีเบื้องต้นและที่สุด, ชื่อว่า
สังขตะ เพราะอันปัจจัยปรุงแต่ง. ชื่อว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ เพราะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นร่วมกัน. พระสารีบุตรแสดงถึงความไม่ขวนขวาย
ปัจจัย แม้เมื่อรูปอันปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า ขยธมฺมํ มีความสิ้นไป
เป็นธรรมดา ได้แก่ สิ้นไปเป็นธรรมดา สิ้นไปเป็นปรกติ. บทว่า
วยธมฺมํ มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ได้แก่ มีความพินาศไปเป็น
ธรรมดา. รูปนี้ ไม่สิ้นไปด้วยสามารถความในรูปตั้งความเป็นผู้มี
ความเฉื่อยชา ปราศจากปรกติอย่างเดียว. แม้ความเพียงพอจะทำให้
เฉื่อยชา ท่านก็กล่าวว่า ความสิ้นไปในโลก.
บทว่า วิราคธมฺมํ - มีความคลายไปเป็นธรรมดา บทนี้มิใช่
เสื่อมไปด้วย ด้วยการไปในที่ไหน ก้าวล่วงสภาวะเป็นปรกติอย่างเดียว.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความเกลียดชังก็ดี ความก้าวล่วงก็ดี ชื่อว่า
วิราคะ.
บทว่า นิโรธธมฺมํ - มีความดับไปเป็นธรรมดา บทนี้ มิใช่
ไม่เวียนมาอีก ด้วยก้าวล่วงสภาวะ, พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงบทหลัง ๆ