อนึ่ง อนัตลักษณะ ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อม
ปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้น ผู้เข้าใจถึงความประพฤติอันเนื่องด้วยปัจจัย
คือไม่มีความเพียรในธรรมทั้งหลาย. อนิจลักษณะ ด้วยการเห็นความ
เกิดและความเสื่อมโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึง
ความมีเเล้วไม่มีและผู้เข้าใจถึงความสงัดจากที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลาย.
แม้ทุกขลักษณะ ก็ปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความบีบคั้น
ด้วยความเกิดและความเสื่อม. แม้สภาวลักษณะ ก็ย่อมปรากฏแก่
พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงการกำหนดความเกิดและความเสื่อม แม้ความ
เป็นไปชั่วคราวของสังขตลักษณะในสภาวลักษณะ ก็ย่อมปรากฏ
แก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความไม่มีความเสื่อม ในลักษณะแห่งการเกิด
และการเกิดในขณะแห่งความเสื่อม.
สังขารทั้งหลายใหม่เป็นนิจ ย่อมปรากฏแก่ประเภทของสัจจะ
ปฏิจจสมุปปาทนัยและลักษณะที่มีความปรากฏแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้
ที่ยังไม่เคยเกิดก็เกิด ที่เกิดแล้วก็ดับไป ดังนี้. สังขารทั้งหลาย
มิใช่ใหม่เป็นนิจอย่างเดียว, สังขารทั้งหลายย่อมปรากฏ ดุจหยาดน้ำ
ค้างในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ดุจฟองน้ำ ดุจรอยไม้ขีดในน้ำ ดุจเมล็ด-
ผักกาดบนปลายเข็ม ดุจฟ้าแลบ ดุจมายา พยับแดด, ความฝัน ลูกไฟ,
ล้อรถ, คนธรรพ์, นคร, ต่อมน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น หาแก่นสารมิ
ได้ ไม่มีสาระ. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ วิปัสสนาอย่างอ่อนอันชื่อว่าอุท-