Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 739

เล่ม มมร. 68 หน้า 739 ข้อ 135
ในบทมีอาทิว่า โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย - เพื่อต้องการได้ โสดาปัตติผลสมาบัติ พึงทราบผลสมาบัติอันเป็นอัปปณิหิตะในผลวาร ๔. เพราะเหตุไร ? เพราะท่านกล่าวถึงผลสมาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ สุญฺ- ตวิหารสมาปตฺตถาย - เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ ๑ อนิมิตฺต- วิหารสมาปตฺตตฺถาย - เพื่อต้องการอนิมิตตวิหารสมาบัติ ๑ ไว้ต่างหาก กัน. พึงทราบอนิมิตตมรรคด้วยการออกจากอนิจจานุปัสนา, พึง ทราบอนิมิตตผลสมาบัติในกาลแห่งผลสมาบัติ, พึงทราบอัปปณิหิตมรรค และผลสมาบัติ ด้วยการออกจากทุกขานุปัสสนา, พึงทราบสุญญตมรรค และผลสมาบัติ ด้วยการออกจากอนัตตานุปัสสนา โดยนัยแห่งพระสูตร นั่นแล. อนึ่ง ในมรรควาร ๔ เหล่านี้ ท่านกล่าวถึงบทอันเป็นมูลเหตุ ๕ มีอาทิว่า อุปฺปาทํ - เกิดขึ้น, บทแห่งไวพจน์ ๑๐ มีอาทิว่า คตึ รวม เป็น ๑๕ บท. ในผลสมาบัติวาร ๖ ท่านกล่าวบทอันเป็นมูลเหตุ ๕ ไว้. หากถามว่าเพราะเหตุไร จึงกล่าวไว้อย่างนั้น. แก้ว่า เมื่อ สังขารุเบกขามีความแก่กล้า เพื่อแสดงถึงความแก่กล้าของสังขารุเบกขา นั้น เพราะมีมรรคสามารถในการละกิเลส ท่านจึงกล่าวบทอันเป็นมูล เหตุทำให้มั่นกับบทอันเป็นไวพจน์. เพื่อแสดงว่าสังขารุเบกขา แม้อ่อน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka