Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 6 หน้าที่ 35

เล่ม มมร. 6 หน้า 35 ข้อ 9
อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรม เหล่านี้เป็นปัจจัยแห่งธรรมเหล่า นี้ เป็นธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น. ข้อว่า โส มมสฺส กิลมโถ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าเทศนาแก่เหล่าชนผู้ ไม่รู้ พึงเป็นยาความเหน็ดเหนื่อยแก่เรา พึงเป็นความลำบากแก่เรา. บทว่า ภควนฺตํ แปลว่า แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อนจฺฉริยา ได้แก่ ที่เป็นอัศจรรย์นักหนา๑. บทว่า ปฏิภํสุ มีความว่า ได้เป็นอารมณ์แห่งญาณกล่าวคือปฏิภาณ คือถึงความเป็นคาถาอันพระองค์พึงรำพึง. ห อักษรใน บทว่า หลํ นี้ สักว่า เป็นนิบาต ความว่า ไม่ควร. บทว่า ปกาสิตุํ ได้แก่ เพื่อแสดง. มีคำอธิบายว่า บัดนี้ไม่ควร แสดงธรรมที่เราบรรลุได้โดยยากนี้. บาทคาถาว่า นายํ ธมฺโม สุสมฺพุทฺโธ มีความว่า ธรรมนี้ทำ ได้ง่าย ๆ เพื่อจะตรัสรู้หามิได้ อธิบายว่า การที่จะรู้มิใช่ทำได้ง่าย ๆ. บทว่า ปฏิโสตคามึ มีความว่า ให้ถึงนิพพานที่ท่านเรียกว่าธรรม อันทวนกระแส. บทว่า ราคฺรตฺตา มีความว่า สัตว์ทั้งหลาย ผู้อันเครื่องย้อมคือกาม เครื่องย้อมคือภพ และเครื่องย้อมคือทิฏฐิย้อม (ใจ) แล้ว. บทว่า น ทกฺขนฺติ ได้แก่ ย่อมไม่เห็น. สองบทว่า ตโมกฺขนฺเธน อาวุฏา มีความว่า ผู้อันกองแห่งอวิชชา ปกคลุมไว้แล้ว. ๑ แปลเอาความตามนัยฎีกา สารตฺถทีปนี ภาค ๑ หน้า ๕๓๐ ซึ่งแก้ไว้ว่า อนุอจฺฉริยาติ สวน- กาเล อุปรปริ วิมฺหมกราติ อตฺโถ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka