ตัวตนของเรา ฉะนั้น พระอานนทเถระเมื่อจะแสดงความนั้น จึงกล่าวคาถา
๒ คาถามีอาทิว่า โอภาเสว เจว าเณ จ ในโอภาสและญาณดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิกมฺปติ ย่อมกวัดแกว่ง คือ ย่อมกวัดแกว่ง
หวั่นไหว ๓ อย่างด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ ในอารมณ์มีโอภาสเป็นต้น. บทว่า
เยหิ จิตฺตํ ปเวเธติ จิตย่อมหวั่นไหว คือ จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวด้วย
ปัสสัทธิและสุขโดยประการต่าง ๆ ด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ เพราะฉะนั้น พึง
ทราบความสัมพันธ์ ความว่า พระโยคาวจรย่อมกวัดแกว่งในปัสสัทธิ และใน
สุข. บทว่า อุเปกฺขา วชฺชนาย เจว จากความนึกถึงอุเบกขา คือ จิต
ย่อมกวัดแกว่ง จากความนึก คือ อุเบกขา อธิบายว่า ย่อมกวัดแกว่งจากความ
วางเฉยในการนึกถึง. แต่ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวไว้ว่า อุเปกฺขาวชฺชนายญฺจ
ในการนึกถึงอุเบกขา. บทว่า อุเปกฺขาย จ ความวางเฉย คือ จิตย่อม
กวัดแกว่งด้วยความวางเฉยมีประการดังกล่าวแล้ว อธิบายว่า ย่อมกวัดแกว่ง
ด้วยความพอใจ.
อนึ่ง ในบทนี้ เพราะท่านชี้แจงถึงอุเบกขา ๒ อย่าง จึงกล่าวอรรถ
โดยประการทั้งสองในฐานะที่ท่านกล่าวแล้วว่า อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ อุเบกขา
ย่อมเกิด. อนุปัสสนาอย่างหนึ่ง ๆ เพราะความปรากฏแห่งความวางเฉยด้วยการ
นึกถึงแห่งอนุปัสสนาหนึ่ง ๆ ในอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า เจริญ
บ่อย ๆ ว่า อนิจฺจํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ ทุกฺขํ อนตฺตา อนตฺตา.
อนึ่ง เพราะพระโยคาวจรเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต เปรื่องปราชญ์
สมบูรณ์ด้วยความรู้ เมื่อโอภาสเป็นต้นเกิดขึ้น ย่อมกำหนด ย่อมสอบสวน
โอภาสนั้นด้วยปัญญาว่า โอภาสนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็โอภาสนั้นแลเป็นสภาพ
ไม่เที่ยง เป็นสิ่งปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความ