ในการทำกิจของตนแห่งโพชฌงค์. บทว่า พุชฺฌนฏฺเน เพราะอรรถว่า
ตรัสรู้ แม้ความเป็นผู้สามารถในการทำกิจของตนมีอยู่ ก็ชี้แจงถึงภาวะเพื่อ
ให้เห็นความไม่มีผู้ทำ. บทว่า โพเธนฺติ ให้ตรัสรู้ เมื่อพระโยคาวจรตรัสรู้
ด้วยการเจริญโพชฌงค์ ชี้แจงถึงเหตุกัตตา (ผู้ใช้ให้ทำ) แห่งโพชฌงค์ เพราะ
เป็นผู้ประกอบ. บทว่า โพธนฏฺเน เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ คือ ชี้แจงถึง
ภาวะของผู้ใช้ให้ทำ เพราะเป็นผู้ประกอบตามนัยดังกล่าวแล้วครั้งแรกนั่นแหละ.
บทว่า โพธิปกฺขิยฏฺเน เพราะอรรถว่าเป็นไปในฝ่ายตรัสรู้ คือ เพราะ
เป็นไปในฝ่ายของพระโยคาวจรผู้ได้ชื่อว่า โพธิ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้.
นี้เป็นการชี้แจงความที่โพชฌงค์เหล่านั้นเป็นอุปการะแก่พระโยคาวจร. ด้วยบท
เหล่านี้ท่านอธิบายว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งผู้ตรัสรู้. พึงทราบ
วินิจฉัยในลักษณะมีอาทิว่า พุทฺธิลภนฏฺเน เพราะอรรถให้ได้ความตรัสรู้.
บทว่า พุทฺธิลภนฏฺเน คือ เพราะอรรถให้พระโยคาวจรถึงความตรัสรู้.
บทว่า โรปนฏฺเน เพราะอรรถว่าปลูกความตรัสรู้ คือ เพราะอรรถให้สัตว์
ทั้งหลายดำรงอยู่. บทว่า ปาปนฏฺเน เพราะอรรถให้ถึงความตรัสรู้ คือ
เพราะอรรถให้สำเร็จความที่ให้สัตว์ดำรงอยู่.
อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า โพชฌงค์อันเป็นวิปัสสนาเหล่านี้ คือโพชฌงค์
เป็นมรรคผลต่างกันด้วยอุปสรรค ๓ ศัพท์ คือ ปฏิ-อภิ-สํ เฉพาะ-ยิ่ง-พร้อม.
พึงทราบว่า ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้
โพชฌงค์ทั้งหลายท่านชี้แจงไว้ด้วยธรรมโวหารแม้ทั้งหมด.