ลักษณะ ในประโยคนี้ว่า จักรเกิดที่ฝ่าพระบาทเบื้องล่าง. ปรากฏในส่วน
ของรถ ในประโยคนี้ว่า ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าฉะนั้น. ปรากฏในอิริยาบถ
ในบทนี้ว่า มีจักร ๔ มีทวาร ๙. ปรากฏในทาน ในประโยคนี้ว่า เมื่อให้
ท่านจงบริโภคเถิดและอย่าเป็นผู้ประมาท ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแคว้น
โกศล ขอพระองค์จงยังจักรให้เป็นไปเถิด. เป็นไปในรัตนจักร ในบทนี้ว่า
จักรรัตนะอันเป็นทิพย์ได้ปรากฏแล้ว. เป็นไปในธรรมจักร ในบทนี้ว่า
จักรอันเราประกาศแล้ว. เป็นไปในอุรจักร ในบทนี้ว่า จักรย่อมหมุนไปบน
หัวของสัตว์ผู้ถูกความริษยาครอบงำแล้ว. เป็นไปในปหรณจักรในบทนี้ว่า ด้วย
จักรมียอดคม. ในอสนิมณฑลในบทนี้ว่า สายฟ้าฟาด. แต่ในที่นี้ จักกศัพท์นี้
ปรากฏในธรรมจักร.
อนึ่ง ธรรมจักรนั้นมี ๒ อย่าง คือ ปฏิเวธญาณ และเทศนาญาณ.
ในญาณทั้ง ๒ นั้น การนำมาซึ่งอริยผลของตนอันเจริญแล้วด้วยปัญญา ชื่อว่า
ปฏิเวธญาณ. การนำมาซึ่งอริยผลของสาวกทั้งหลายอันเจริญแล้วด้วยกรุณา
ชื่อว่าเทศนาญาณ. ในญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ อย่าง คือ กำลังเกิด ๑
เกิดแล้ว ๑. ญาณนั้นชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมณ์ จนถึง
อรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในอรหัตผล. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่
ประดิษฐาน ณ ภพดุสิต จนถึงบรรลุอรหัตมรรค ณ โพธิบัลลังก์ ชื่อว่า
เกิดแล้วในขณะแห่งผล หรือกำลังเกิดตั้งแต่ศาสนาพระทีปังกรทศพล จนถึง
บรรลุอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในขณะแห่งผล. แม้เทศนาญาณก็มี ๒ อย่าง
คือ กำลังเป็นไป ๑ เป็นไปแล้ว ๑. เทศนาญาณนั้นชื่อว่า กำลังเป็นไป
เพียงใดแต่อรหัตมรรคของพระอัญญาโกณทัญญเถระ ชื่อเป็นไปแล้วในขณะ
แห่งผล. ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ เทศนาญาณเป็นโลกิยะ. แม้ทั้ง ๒ นั้น