และปธานสังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธาน-
สังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขาร ๑
บาท ๔ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์... เพื่อความแกล้วกล้าด้วย
ฤทธิ์.
[๖๘๓] บท ๔ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ?
ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต ฉันทะไม่ใช่สมาธิ
สมาธิไม่ใช่ฉันทะ ฉันทะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัย
วิริยะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิริยะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิริยะ วิริยะ
เป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยจิตได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต
จิตไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่จิต จิตเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุ
อาศัยวิมังสาได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิมังสาไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิมังสา
วิมังสาเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง บท ๘ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความได้ฤทธิ์...เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์.
[๖๘๔] มูล ๑๖ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ?
จิตไม่ฟุบลง ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่าอเนญชา (จิตไม่หวั่นไหว) จิตไม่ฟูขึ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ
อุทธัจจะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชา จิตไม่น้อมไป ย่อมไม่หวั่นไหว
เพราะราคะ...จิตไม่มุ่งร้าย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะพยาบาท... จิตอันทิฏฐิ
ไม่อาศัย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ...จิตไม่พัวพัน ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ
ฉันทราคะ...จิตหลุดพ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกามราคะ...จิตไม่เกาะเกี่ยว
ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส... จิตปราศจากเครื่องครอบงำ ย่อมไม่หวั่นไหว
เพราะความครอบงำแห่งกิเลส... เอกัคคตาจิต ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส