ศาสดาทรงรับทักษิโณทก เสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วให้พระจุลบันถกเถระ
กล่าวธรรมกถา อนุโมทนาภัตร พระเถระกล่าวธรรมกถา มีประมาณเท่า
คัมภีร์ ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย.
ภิกษุรูปอื่นๆ นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจด้วยการอธิษฐานย่อมนิรมิตได้ ๓
รูป หรือ ๒ รูป ย่อมนิรมิตหลายรูปให้เป็นเช่นกับรูปเดียวได้ และทำกรรม
ได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่พระจุลบันถกเถระนิรมิตได้ ๑,๐๐๐ รูปโดยนึกครั้ง
เดียวเท่านั้น มิได้ทำ ๒ คนให้เป็นเช่นกับคนเดียว มิได้ทำกรรมอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นพระเถระจึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจ ส่วนภิกษุ
รูปอื่น ๆ ไม่กำหนดจำนวนมากจึงเป็นเช่นผู้มีฤทธิ์นิรมิตได้เท่านั้น ภิกษุรูป
อื่น ๆ ย่อมทำกรรมที่ผู้มีฤทธิ์ทำมียืนนั่งเป็นต้น และความเป็นผู้พูดนิ่งเป็นต้น
ได้เท่านั้น แต่หากว่า ประสงค์จะทำวรรณะต่าง ๆ บางพวกก็ทำได้ในปฐมวัย
บางพวกก็ในมัชฌิมวัย บางพวกก็ในปัจฉิมวัย อนึ่งประสงค์จะทำผมยาว โล้น
ทั้งหมด มีผมปน มีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่งจีวรสีเหลือง หรือทำบทภาณ ธรรม-
กถา สรภัญญะถามปัญหาแก้ปัญหาย้อมต้มเย็บ ซักจีวรเป็นต้นมีประการต่าง ๆ
แม้อย่างอื่น ครั้นออกจากสมาบัติมีฌานเป็นบาท แล้วทำปริกรรมโดยนัยมี
อาทิว่า ภิกษุประมาณเท่านี้จงเป็นผู้มีปฐมวัย เเล้วเข้าสมาบัติอีกครั้นออกแล้ว
พึงอธิษฐาน จึงเป็นผู้มีประการที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ กับด้วยจิตอธิษฐาน
ในบทมีอาทิว่า พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ มีนัยนี้
เหมือนกัน.
แต่ความต่างกันมีดังต่อไปนี้ บทว่า ปกติยา พหุโก โดยปกติ
หลายคน คือโดยปกติที่นิรมิตในระหว่างกาลนิรมิตหลายคน อนึ่ง ภิกษุนี้ครั้น
นิรมิตความเป็นหลายรูปอย่างนี้แล้ว จึงดำริต่อไปว่า เราจักจงกรมรูปเดียว