Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 69 หน้าที่ 735

เล่ม มมร. 69 หน้า 735 ข้อ 694
มัจจุ ดุจช่างกำจัดเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น ผู้ใดจักไม่ ประมาทในธรรมวินัยนี้อยู่ ผู้นั้นจักละสงสารคือชาติ แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ก็พระเถระทำอย่างไร จึงยังพันโลกธาตุให้รู้แจ้งด้วยเสียง. พระเถระเข้า นีลกสิณก่อน ครั้นออกแล้วแผ่ความมืดไปในที่ทั้งปวงในพันจักรวาลด้วยอภิญ- ญาญาณ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดความคำนึงว่า อะไรนี่มืดแล้ว พระเถระจึงเข้าอา โลกกสิณครั้นออกแล้วก็ทำแสงสว่างให้ปรากฏ เมื่อสัตว์ทั้งหลายกำลังเพ่งดูว่า อะไรนี่สว่างแล้ว พระเถระจึงแสดงตนให้ปรากฏ. เทวดาและมนุษย์ในพันจักร- วาลต่างประคองอัญชลียืนนมัสการพระเถระ พระเถระกล่าวว่า ขอมหาชนจงฟัง เสียงของเราผู้แสดงธรรม แล้วจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้. เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง ได้ยินเสียงของพระเถระดุจนั่งแสดงธรรม ในท่ามกลางบริษัทที่ประชุมกันอยู่ แม้ใจความก็ได้ปรากฏแก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ท่านกล่าวว่า พระเถระ ให้รู้แจ่มแจ้งด้วยเสียง หมายถึงให้รู้แจ่มแจ้งใจความนั้น. ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า โส ทสฺสมาเนนปิ พระเถระแสดงธรรมด้วยกายที่ปรากฏบ้าง ดังนี้อีก หมายถึงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ หลายอย่างนี้ พระเถระนั้นทำ. ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ เทเสสิ พระเถระแสดงธรรม คือ แสดงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ มีประการดังกล่าวแล้วก่อนจึงแสดงธรรม. แต่นั้น พึงทราบว่าพระเถระกล่าว ๒ คาถา โดยลำดับตามที่กล่าวแล้ว จึงให้รู้แจ่มแจ้ง ด้วยเสียง. อนึ่ง ในบทมีอาทิว่า ทิสฺสมาเนนปิ กาเยน ด้วยกายที่ปรากฏ บ้าง เป็นตติยาวิภัตติลงในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ (มี ด้วย ทั้ง) คือมีกาย เป็นอย่างนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka