เพศพระอินทร์ คือ มีสัณฐานคล้ายท้าวสักกะ. บทว่า เทววณฺณํ เพศเทวดา
คือ มีสัณฐานคล้ายเทวดาที่เหลือ. บทว่า สมุทฺทวณฺณํ เพศสมุทร ย่อม
สำเร็จด้วยอำนาจแห่งอาโปกสิณ. บทว่า ปตฺตึ พลราบ คือ พลเดินเท้า. บทว่า
วิวิธมฺปิ เสนาพฺยูหํ กองทัพตั้งประชิดกันต่าง ๆ คือ หมู่ทหารหลายเหล่า
มีพลช้างเป็นต้น. แต่ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวบทมีอาทิว่า แสดงแม้ช้างด้วย
เพื่อให้เห็นช้างเป็นต้น แม้ในภายนอก. ในวิสุทธิมรรคนั้นไม่พึงอธิษฐาน
ว่า เราจงเป็นช้าง พึงอธิษฐานว่า ช้างจงมี. แม้ในม้าเป็นต้นท่านก็กล่าวว่า
มีนัยนี้เหมือนกัน คำนั้นผิดด้วยบทเดิมกล่าวว่า ละเพศปกติ และด้วยความ
ที่ฤทธิ์แผลงได้ต่าง ๆ เพราะว่าการไม่ละเพศปกติตามลำดับ ดังกล่าวในบาลี
แล้ว แสดงเพศอื่นด้วยอำนาจอธิษฐาน ชื่อว่า ฤทธิ์ที่อธิษฐาน. การละ
เพศปกติแล้วแสดงตนเป็นอย่างอื่น ด้วยอำนาจอธิษฐาน ชื่อว่า ฤทธิ์แผลง
ได้ต่าง ๆ.
พึงทราบวินิจฉัยในมโนมยิทธินิเทศดังต่อไปนี้. ในบทมีอาทิว่า
อิมมฺหา กายา อญฺํ กายํ อภินิมฺมินาติ ภิกษุนิรมิตกายอื่นจากกายนี้
ความว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะทำมโนมยิทธิฤทธิ์ทางใจ ครั้นออกจากสมาบัติ
มีอากาศกสิณเป็นอารมณ์ มีฌานเป็นบาทแล้วนึกถึงรูปกายของตนก่อนแล้ว
อธิษฐานว่าโพรงจงมี โพรงย่อมมี ต่อจากนั้นนึกถึงกายอื่นด้วยอำนาจปฐวี-
กสิณในภายในของโพรงนั้นแล้วทำบริกรรมอธิษฐาน โดยนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแหละ กายอื่นย่อมมีภายในโพรงนั้น ภิกษุนั้นบ้วนกายนั้นออกจากปาก
แล้วตั้งไว้ภายนอก. บัดนี้พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะประกาศความนั้นด้วยอุปมา
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า มุญฺชมฺหา
คือ จากหญ้าปล้อง. บทว่า อีสิกํ ปวาเหยฺย พึงชักไส้ คือ ขุดหน่อ. บทว่า
โกสิยา คือจากฝัก. บทว่า กรณฺฑา จากกระทอ คือ จากคราบหนังเก่า.