ก็คิดว่า เราควรถวายทานแก่ภิกษุนับได้แสนโกฏิ ตลอด ๗ วัน จึงนิมนต์
ให้นั่งในมณฑปนั้น แล้วได้ถวายทานชื่อว่าควปานะ ตลอด ๗ วัน.
ที่เรียกว่าควปานะนั้น ได้แก่โภชนะที่เขาใส่นมสดจนเต็มหม้อ
ใหญ่ ๆ แล้วตั้งบนเตา ใส่ข้าวสารนิดหน่อยลงในนมสดที่เคี่ยวจนงวด
แล้วปรุงด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาลป่น และเนยใสที่เคี่ยวแล้ว. แต่เฉพาะมนุษย์
เท่านั้นไม่อาจอังคาสได้ แม้เทวดา ทั้งต้องสลับกันจึงจะอังคาสได้. แม้
ที่ประมาณ ๑๒-๑๓ โยชน์ก็ไม่อาจจุภิกษุทั้งหลายได้เพียงพอ แต่ภิกษุ
เหล่านั้นนั่งได้ด้วยอานุภาพของตน.
ก็ในวันสุดท้าย พระมหาบุรุษให้ล้างบาตรของภิกษุทุกรูป แล้ว
บรรจุเต็มด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เพื่อต้องการ
ให้เป็นเภสัช แล้วได้ถวายพร้อมกับไตรจีวร ผ้าสาฎกที่เป็นจีวรที่ภิกษุ
ผู้เป็นสังฆนวกะได้รับ มีราคาถึงหนึ่งแสน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า
บุรุษนี้ได้ถวายมหาทานเห็นปานนี้ เขาจักได้เป็นอะไรหนอ ได้ทรงเห็น
ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแห่งสองอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป เขาจักได้
เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ จึงตรัสเรียกพระมหาบุรุษมาแล้ว
ทรงพยากรณ์ว่า ล่วงกาลชื่อมีประมาณเท่านี้ตัวท่านจักได้เป็นพระพุทธ-
เจ้ามีนามว่า โคตมะ พระมหาบุรุษได้ฟังพยากรณ์นั้นแล้ว คิดว่า นัยว่า
เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้า เราจะต้องการอะไรด้วยการอยู่ครองเรือน เรา
จักบวช จึงละทิ้งสมบัติเห็นปานนั้น ประหนึ่งก้อนเขฬะ แล้วบวชใน
สำนักของพระศาสดา เรียนเอาพุทธพจน์ได้แล้ว ทำอภิญญาและสมาบัติ
ให้บังเกิด ในเวลาสิ้นอายุได้บังเกิดในพรหมโลก.