พระนามว่านารทะโดยพระนาม เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า
ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบปานได้ ฉะนี้แล.
ก็ในกาลต่อจากพระนารทะพุทธเจ้า ในที่สุดแสนกัปแต่กัปนี้ไป
ในกัปเดียวมีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว พระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว เเม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก
มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ที่เวภารบรรพต มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓
มีภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นผู้ครองแคว้นใหญ่ชื่อว่า ชฏิละ ได้ถวาย
ทานพร้อมทั้งจีวรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระศาสดา
แม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า
ในอนาคตกาล. ขึ้นชื่อว่าพวกเดียรถีย์ มิได้มีในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าปทุมุตตระ. เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง ได้ถึงพระพุทธเจ้าเท่านั้น
เป็นสรณะ
พระองค์ได้มีนครชื่อว่า หังสวดี กษัตริย์พระนามว่า อานันทะ
เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า สุชาดา เป็นพระมารดา มีพระ-
อัครสาวก ๒ องค์ คือ พระเทวละ และพระสุชาตะ มีพระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า สุมนะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนางอมิตา และ
พระนางอสมา มีต้นสาละเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก
รัศมีจากพระสรีระแผ่ไปจดที่ ๑๒ โยชน์โดยรอบ มีพระชนมายุแสนปีแล.
ต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่านารทะ พระชินสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า ผู้ไม่กระเพื่อม
ไหว มีอุปมาดังสาคร ฉะนี้แล.