Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 70 หน้าที่ 500

เล่ม มมร. 70 หน้า 500 ข้อ 4
ไม่มี. บทว่า อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺิ, ยา เต ทิฏฺิ ปุเร อหุ ความว่า สมณะหรือพราหมณ์ไร ๆ ผู้สามารถเพื่อจะเข้าไปยังพรหมโลก นี้ ย่อมไม่มี ในกาลก่อนแต่พระศาสดาเสด็จมาในที่นี้ ทิฏฐิใดได้มีแล้ว แก่ท่าน ทำไม แม้วันนี้ คือแม้บัดนี้ ทิฏฐินั้นจึงไม่ปราศจากไป. บทว่า ปสฺสสิ วีติวตฺตนตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ ความว่า ท่าน เห็นโอภาสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งสาวก อันพระสาวกทั้งหลายมี พระมหากัปปินะ และพระมหากัสสปเป็นต้นห้อมล้อม ประทับนั่งเข้า เตโชธาตุ แผ่ไปในพรหมโลก. ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทราบความคิดของพรหมผู้นั่งประชุม อยู่ในสุธรรมสภาในพรหมโลกผู้กำลังคิดอยู่ว่า สมณะหรือพราหมณ์ไรๆ ผู้มีฤทธิ์อย่างนี้ มีอยู่หรือหนอ สมณะหรือพราหมณ์นั้น พึงสามารถมา ในที่นี้ พระองค์จึงเสด็จไปในพรหมโลกนั้น ประทับนั่งในอากาศเหนือ กระหม่อมของพรหม ทรงเข้าเตโชธาตุ เปล่งโอภาสอยู่ ทรงดำริให้ พระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นมา. พระมหาโมคคลัลานะเป็นต้นแม้เหล่านั้น ก็ได้ไปในที่นั้นพร้อมกับทรงดำริ ถวายบังคมพระศาสดา รู้อัธยาศัยของ พระศาสดาแล้ว จึงนั่งเข้าเตโชธาตุอยู่ในทิศละองค์ แล้วเปล่งโอภาสไป. พรหมทั้งสิ้นได้มีโอภาสเป็นอันเดียวกัน. พระศาสดาทรงทราบว่า พรหม เป็นผู้มีจิตพร้อมพรั่งแล้ว จึงทรงแสดงธรรมประกาศสัจจะ ๔. ในเวลาจบเทศนา พรหมหลายพันได้ตั้งอยู่ในมรรคและผลทั้งหลาย. ท่านหมายถึงข้อนั้น เมื่อจะทักท้วง จึงกล่าวคาถาว่า อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺิ ดังนี้. ก็เนื้อความนี้พึงแสดงด้วยพกพรหมสูตร. สมจริงดังที่ ท่านกล่าวไว้ว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka