กองไฟโพลงอยู่ในอากาศ สว่างไสว คือโชติช่วงตลอดจตุรทิศ คือทิศ
ทั้งสี่ เหมือนต้นพญารังบาน คือมีดอกบาน และเหมือนสายรุ้งในอากาศ.
บทว่า ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา เชื่อมความว่า เรายังจิตคือใจให้
เลื่อมใส คือทำความโสมนัสในห้องบรรจุพระธาตุอันโชติช่วงอยู่นั้น แล้ว
ทำกุศลคือบุญเป็นอันมาก คือมีประการต่าง ๆ ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิต
นั้น ได้ระลึกถึงบุญกรรมอย่างนี้ว่า เราได้ทำบุญมีประมาณเท่านี้ ในห้อง
บรรจุพระธาตุ และในพระศาสนา ตายแล้วจึงเข้าถึง คือเกิดยังไตรทศ
คือภพดาวดึงส์เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น.
เมื่อจะประกาศสมบัติของคนที่ได้ในเทวโลกที่เกิดขึ้น จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า สหสฺสยุตฺตํ ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราอยู่ยังยานอันเทียม
ด้วยม้า คือรถทิพย์อันเทียมด้วยม้าสินธพพันตัว. เรามีภพ คือมีวิมาน
สูงตระหง่าน ๗ ชั้น.
อธิบายว่า ในวิมานนั้น ได้มีกูฏาคารพันหลังสำเร็จด้วยทองคำ
ทั้งสิ้น. เชื่อมความว่า ด้วยเดชของตน คือด้วยอานุภาพของตน เรา
ย่อมรุ่งเรือง คือโชติช่วง ทำทิศทั้งปวง คือทั้งสิบทิศให้สว่างไสวอยู่.
ในวิมานที่ปรากฏแก่เรานั้น มีหอคอย คือศาลาหน้ามุขแม้หลังอื่น
อยู่. ศาลาหน้ามุขเป็นอย่างไร ? เชื่อมความว่า ในกาลนั้น หอคอยแม้
เหล่านั้นสำเร็จด้วยทับทิม คือสำเร็จด้วยแก้วมณีแดง โชติช่วงไปตลอด
๔ ทิศ ด้วยแสงสว่าง คือรัศมี.
อธิบายว่า เราครอบงำเทวดาทั้งปวง คือเทวดาในเทวโลก ๖ ชั้น
ทั้งสิ้น. หากจะมีผู้ถามว่า เป็นผลของอะไร ? ขอตอบว่า นี้เป็นผล
แห่งบุญกรรมที่เราทำไว้แล้ว.