ในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากเทวโลกนั้น
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้บั้งเกิดในตระกูลเข็ญใจ ในนคร-
พาราณสีนั่นแหละ. เขาได้มีชื่อว่า อันนภาระ. นายอันนภาระนั้นกระทำ
การงานเลี้ยงชีวิตอยู่ในเรือนของเศรษฐีชื่อว่า สุมนะ. วันหนึ่ง เขาเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้านานว่า อุปริฏฐะ ออกจากนิโรธสมาบัติ เหาะมาจาก
ภูเขาคันธมาทน์ ลงที่ประตูเมืองพาราณสี ห่มจีวรแล้วบิณฑบาตในนคร
มีใจเลื่อมใส จึงรับบาตรแล้วใส่ภัตอันเป็นส่วนแบ่งที่เขาเก็บไว้เพื่อประ-
โยชน์แก่ตน เริ่มประสงค์จะถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า. ฝ่ายภรรยาของ
เขาก็ใส่ภัตอันเป็นส่วนแบ่งของตนลงในบาตรนั้นเหมือนกัน เขาจึงนำ
บาตรนั้นไปวางไว้ในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า. พระปัจเจกพุทธเจ้ารับ
บาตรนั้น กระทำอนุโมทนาแล้วหลีกไป.
วันนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ที่ฉัตรของสุมนเศรษฐี อนุโมทนาด้วยเสียง
อันดังว่า โอ! ทาน เป็นทานอย่างยิ่ง อันนายอันนภาระประดิษฐานไว้
ดีแล้วในพระอุปริฏฐะ. สุมนเศรษฐีได้ฟังดังนั้นคิดว่า ทานนี้เท่านั้นอัน
เทวดาอนุโมทนาอย่างนี้ ย่อมเป็นอุดมทาน จึงขอส่วนบุญในทานนั้น.
ฝ่ายนายอันนภาระ ก็ได้ให้ส่วนบุญแก่สุมนเศรษฐีนั้น ด้วยเหตุนั้น สุมน-
เศรษฐีจึงมีใจเลื่อมใสให้ทรัพย์เขาพันหนึ่ง แล้วกล่าวว่า จำเดิมแต่นี้ไป
กิจด้วยการทำการงานด้วยมือของตน ย่อมไม่มีแก่ท่าน ท่านจงกระทำ
เรือนให้เหมาะสมแล้วอยู่ประจำเถิด.
เพราะเหตุที่บิณฑบาต อันบุคคลถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ออก
จากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีวิบากอันโอฬารในวันนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น