มนสิการไม่นานนัก ยังวิปัสสนาให้ขวนขวายแล้วได้บรรลุพระอรหัต.
ก็พระปุณณเถระนั้น ได้มีกุลบุตร ๕๐๐ คนบวชอยู่ในสำนัก. พระ-
เถระกล่าวสอนกุลบุตรเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ประการ. แม้กุลบุตร
เหล่านั้นทั้งหมดก็กล่าวสอนด้วยกถาวัตถุ ๑๐ และตั้งอยู่ในโอวาทของ
พระปุณณเถระนั้นได้บรรลุพระอรหัต ครั้นรู้ว่ากิจแห่งบรรพชิตของตน
ถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
พวกกระผมถึงที่สุดแห่งกิจบรรพชิตแล้ว และเป็นผู้มีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐
บัดนี้เป็นสมัยเพื่อจะเข้าเฝ้าพระทศพลแห่งพวกกระผม. พระเถระได้ฟัง
คำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงคิดว่า พระศาสดาย่อมทรงทราบว่าเราเป็นผู้
ได้กถาวัตถุ ๑๐ เราเมื่อแสดงธรรมก็ไม่ทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ นั้นแสดง ก็เมื่อ
เราไป ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดจักแวดล้อมเราไป เมื่อเป็นอย่างนั้น เราไม่
ควรจะไปเฝ้าพระทศพลพร้อมกับคณะ ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าพระทศพล
ก่อน. ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส
ทั้งหลาย พวกเธอจงไปเฝ้าพระทศพลก่อน จงถวายบังคมพระบาทของ
พระตถาคต ตามคำของเรา, แม้เราก็จักไปตามทางที่พวกท่านไป. พระ-
เถระแม้เหล่านั้น ทั้งหมดอยู่ในรัฐอันเป็นชาติภูมิของพระทศพล ทั้งหมด
เป็นพระขีณาสพ ทั้งหมดได้กถาวัตถุ ๑๐ ไม่ตัดทิ้งโอวาทของพระ-
อุปัชฌาย์ ไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงหนทางไปได้
๖๐ โยชน์ แล้วไปยังพระเวฬุวันวิหาร ในเมืองราชคฤห์ ถวายบังคม
พระบาทของพระทศพล แล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. ก็การปราศรัยกับ
อาคันตุกภิกษุทั้งหลายนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายทรงประพฤติสืบกัน
มา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปฏิสันถารอันไพเราะกับ