นี้ เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นพระธรรมกถึก. พระเถระ
นั้นระลึกถึงกรรมในก่อนของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความพระพฤติ
ในชาติก่อนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌายโก ได้แก่ บอก คือสอน
พวกพราหมณ์มิใช่น้อย. บทว่า มนฺตธโร แปลว่า ผู้ทรงจำมนต์ ท่าน
กล่าวอธิบายว่า ทรงจำพระเวทที่ ๔ กล่าวคือคัมภีร์พระเวท ด้วยอำนาจ
การท่อง การฟัง และการให้. บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ความว่า ผู้ถึง
ฝั่ง คือที่สุดในคัมภีร์พระเวททั้ง ๓ อันได้นามว่าผู้มีเวท เพราะเป็นผู้
ทรงจำเวททั้ง ๓ คืออิรุพเวท ยชุรเวท และสามเวท ด้วยญาณความรู้.
บทว่า ปุรกฺขโตมฺหิ สิสฺเสหิ ความว่า เราเป็นผู้อันเหล่าศิษย์ผู้เป็น
บริวารประจำของเราห้อมล้อมอยู่. บทว่า อุปคจฺฉึ นรุตฺตมํ ความว่า
เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดแห่งนรชน อธิบายว่า เข้าไป
ใกล้ๆ. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า อภิธมฺมนยญฺญูหํ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลของ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราเป็นผู้ฉลาดในอภิธรรมนัย. บทว่า กถา-
วตฺถุวิสุทฺธิยา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดด้วยความหมดจดในกถาวัตถุปกรณ์ อีก
อย่างหนึ่ง ความว่า เป็นผู้ฉลาดในกถาวัตถุ ๑๐ มีกถาว่าด้วยความมัก-
น้อยและสันโดษเป็นต้น. เราให้ชนผู้สำรวมอินทรีย์ คือบัณฑิตทั้งปวง
รู้แจ้ง คือตรัสรู้ด้วยความหมดจดในกถาวัตถุนั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือ
ไม่มีกิเลสอยู่ ได้แก่ สำเร็จการอยู่.
บทว่า อิโต ปญฺจสเต กปฺเป ความว่า ใน ๕๐๐ กัปแต่กัป
ชื่อภัทรกัป เพราะประดับด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ได้มีพระเจ้า