Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 70 หน้าที่ 570

เล่ม มมร. 70 หน้า 570 ข้อ 8
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น แสวงหา อสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลัง บินแสวงหานาคฉะนั้น ข้าพระองค์ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอัน ประเสริฐ เป็นสันติบท ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือ ธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไปฉะนั้น. เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา ต่อเมื่อล่วงไป พันปี จึงเผล็ดผลหนึ่งผล. เหล่าเทวดาเข้าไปนั่งใกล้เถาวัลย์ ชื่ออาสาวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่งนานเพียงนั้น เถาวัลย์ อาสาวดีนั้น เป็นเลิศแห่งไม้เถา๑ เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย อย่างนี้. ข้าพระองค์อาศัยเวลาเป็นแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระ- องค์ผู้เป็นมุนี ได้นมัสการทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า เหมือน เทวดาเชยชมผลอาสาวดีฉะนั้น. การบำเรอพระพุทธเจ้าไม่เป็นหมัน และการนมัสการไม่ เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมาแต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลย ข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นหาปฏิสนธิในภพ ก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบ ระงับเที่ยวไป. ธรรมดาดอกปทุม ย่อมบานเพราะแสงอาทิตย์ แม้ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บานแล้ว เพราะรัศมีของพระพุทธเจ้า. ๑. บาลีเป็น ผลุตฺตมา, ม. ยุ. เป็นลตุตฺตมา.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka