Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 70 หน้าที่ 583

เล่ม มมร. 70 หน้า 583 ข้อ 8
พระอุบาลีนั้นรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว กระทำวิปัสสนา- กรรมอยู่ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. แม้พระศาสดาก็ทรงให้ พระอุบาลีนั้นเรียนพระวินัยปิฏกทั้งสิ้น ด้วยพระองค์เอง กาลต่อมา ท่าน ได้วินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องนี้ คือเรื่องภารุกัจฉะ เรื่องอัชชุกะ และเรื่อง กุมารกัสสปะ. พระศาสดาทรงประทานสาธุการ ในการวินิจฉัยแต่ละเรื่อง ทรงกระทำวินิจฉัยทั่ง ๓ ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงตั้งพระเถระไว้ใน ตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นวินัยธร. พระเถระนั้นครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพ- กรรมของตนขึ้นมาก็เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความ ประพฤติในกาลก่อนนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หํสวติยา ความว่า รั้ว คือการล้อม กำแพง โดยอาการอย่างหงส์วน มีอยู่ในนครใด นครนั้นชื่อว่า หังสวดี. อีกอย่างหนึ่ง พวกหงส์นับไม่ถ้วนอยู่อาศัยในบึงโบกขรณี สระ และ เปือกตม เป็นต้น บินแล่นอยู่รอบ ๆ ในนครนั้น เพราะเหตุนั้น นคร นั้นจึงชื่อว่า หังสวดี, ในนครหังสวดีนั้น. บทว่า สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ ความว่า ชื่อว่าสุชาต เพราะ เกิดดี อธิบายว่า เกิดมาเป็นผู้ไม่ถูกติเตียนโดยคำว่า ไม่ถูกดูถูก ไม่ถูก ตำหนิ. บทว่า อสีติโกฏินิจโย เชื่อมความว่า พราหมณ์นามว่าสุชาต มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่ามีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ คือมีทรัพย์ และข้าวเปลือกนับไม่ถ้วน. เมื่อจะแสดงว่า พราหมณ์สุชาตนั้นนั่นแหละเป็นคนใหญ่โตแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka