เบียดเบียนอยู่โดยการเบียดเบียนต่าง ๆ ในที่นั้น ๆ จับเอาคือจับอย่าง
มั่นคงแล้วหลีกไป คือบินไปตามที่ต้องการ คือในที่ที่ตนต้องการไป.
ในตอนนี้ เชื่อมความว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เจริญ ครุฑผู้มีพละ
กำลังจับนาค ได้แล้วย่อมบินไป ฉันใด ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
แสวงหาพระนิพพานอันเป็นอสังขตะ คืออันปัจจัยทั้งหลายกระทำไม่ได้
ได้แก่แสวงหาโดยการยังข้อปฏิบัติให้บริบูรณ์ คายโทษทั้งหลายได้แก่
กิเลส ๑,๕๐๐ ทั้งสิ้น คือข้าพระองค์ทำให้หมดจดโดยวิเศษ ด้วยสมุจเฉท-
ปหาน.
เชื่อมความในคาถาว่า ครุฑจับนาคกินอยู่ ฉันใด ข้าพระองค์ ก็
ฉันนั้น เห็นแล้ว คือเห็นอยู่ซึ่งธรรมอันประเสริฐ ได้แก่ธรรมอันสูงสุด
ถือเอาสันติบท คือนิพพานบทอันเอก ยอดเยี่ยม คือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า
ด้วยมรรคและผลทั้งหลาย ใช้สอยอยู่.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงความที่พระนิพพานเป็นของได้โดยาก จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า อาสาวตี นาม ลตา ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า เครือเถา
ชื่อว่า อาสาวดี เพราะเทวดาทั้งปวงมีความหวัง คือความอยากได้ใน
เครือเถานี้. เครือเถานั้นเกิด คือบังเกิดขึ้นในจิตรลดาวัน คือในวนะ
ได้แก่ในอุทยานอันเป็นดงเครือเถาที่วิจิตรตระการตามิใช่น้อย. ต่อพันปี
คือต่อล่วงไปพันปี เครือเถานั้นจึงเกิดผลหนึ่งผล คือเผล็ดผล ๆ เดียว.
บทว่า ตํ เทวา เชื่อมความว่า เครือเถาอาสาวดีนั้น มีผลนานถึง
เพียงนั้น เมื่อล่วงกาลนานเท่านั้นจึงเผล็ดผลคือจึงจะมีผล เหล่าเทวดา
คือเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมเข้าไปนั่งใกล้คือคบหา, เครือเถาชื่อว่าอาสาวดีนั้น