บทว่า วินเย ขนฺธเก จาปิ ความว่า วาง คือตั้งบท ได้แก่สุตบท
ในวินัย และขันธกะซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า อุภโต วินิเว-
เตฺวา ความว่า ปฏิบัติ คือชำระสะสาง นำนัยมาจากทั้งสองอย่าง คือ
จากวินัยและจากขันธกะ. บทว่า รสโต คือ โดยกิจ. พึงเรียกเข้าหมู่
อธิบายว่า กระทำการเรียกให้เข้าหมู่.
บทว่า นิรุตฺติยา จ กุสโล ความว่า เป็นผู้เฉลียวฉลาดในโวหาร
คือถ้อยคำมีอาทิว่า รุกขะ ต้นไม้, ปฏะ แผ่นผ้า, กุมภะ หม้อ, มาลา
ดอกไม้, จิตตะ จิต. บทว่า อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาด
คือเชี่ยวชาญในอัตถะ คือความเจริญ และในอนัตถะ คือความเสื่อม.
บทว่า อนญฺาตํ มยา นตฺถิ ความว่า สิ่งไร ๆ ที่ข้าพระองค์ไม่รู้ คือ
ไม่รู้แจ้ง ไม่ปรากฏชัดในวินัยปิฎกหรือในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น ย่อมไม่มี.
บทว่า เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน ความว่า ข้าพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นเป็น
ผู้เลิศ คือเป็นผู้ประเสริฐ สูงสุดแห่งพระวินัยธรทั้งหลาย ในพระพุทธ-
ศาสนา.
บทว่า รูปทกฺเข อหํ อชฺช เชื่อมความว่า วันนี้ คือในกาลบัดนี้
ข้าพระองค์บรรเทา คือทำให้พินาศ ซึ่งความเคลือบแคลงทั้งปวง คือ
ความสงสัยทั้งสิ้น เพราะชำนาญในรูป คือเพราะเห็นรูป ได้แก่การ
วินิจฉัยวินัย ในพระศาสนา คือปาพจน์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
ศากยบุตร.
บทว่า ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ ความว่า ข้าพระองค์ตัด คือสงบระงับ
ได้แก่ขจัดให้หมดซึ่งความสงสัยทั้งหมด ๑๖ ประการ อันเกิดขึ้นปรารภ
กาลทั้งสาม มีอาทิว่า ในอดีตเราได้มีหรือหนอ.