ทั้งหลาย แล้วแจ้งให้ทราบว่าตนเป็นน้องชายของพระธรรมเสนาบดี แล้ว
บอกถึงความพอใจในการบรรพชาของตน. ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชา
พอมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ก็ให้อุปสมบท แล้วชักชวนให้ขวนขวายในกรรม-
ฐาน. ท่านเรียนกรรมฐานแล้ว เข้าไปยังป่าไม้ตะเคียนพักผ่อนอยู่ เพียร
พยายามอยู่ เพราะเป็นผู้ถึงความแก่กล้าแห่งญาณ ไม่นานนักก็ได้เป็น
พระอรหันต์มีอภิญญา ๖. ครั้นท่านได้เป็นพระอรหันต์แล้ว เพื่อจะถวาย
บังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดี จึงเก็บงำเสนาสนะแล้วถือ
บาตรจีวรออกไป ถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ จึงเข้าไปยังพระเชตวัน
ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดีแล้ว อยู่ในพระเชตวัน
๒-๓ วัน. ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า
ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ด้วย
พระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรวตะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวก
ทั้งหลายของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร.
พระเถระครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรม
ของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนของตน
ด้วยอำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คงฺคา ความว่า ที่ชื่อว่า คงคา เพราะ
ขับกล่อมคือกระทำเสียงกึกก้องไหลไป. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ปฐพี
เขาเรียกกันว่า โค, ที่ชื่อว่าคงคา เพราะวนรอบไหลไปในปฐพีนั้น. แม่น้ำ
คงคา ณ ที่ที่กระทำการวนรอบสระอโนดาต ๓ รอบแล้วไหลไป ชื่อว่า
อาวัฏฏคงคา. ณ ที่ที่ไหลไปทางยอดเขา ชื่อว่า พหลคงคา, ณ ที่ที่เซาะเขา
ขวางทะลุไหลไป ชื่อว่า อุมังคคงคา, ณ ที่ที่กระทบเขาหนาจากเขาขวาง