พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระบังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้
รู้เดียงสาแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาอยู่ในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดา
ทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในฐานะอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ต่อการศึกษา
เมื่อปรารถนาตำแหน่งนั้นด้วยตนเอง บำเพ็ญบุญอันยิ่งมีการชำระเสนาสนะ
ทำให้สว่างไสวเป็นต้น แล้วได้ตั้งความปรารถนาไว้. ท่านจุติจากอัตภาพ
นั้น แล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เพราะอาศัยพระโพธิสัตว์ของเรา จึงบังเกิดใน
พระครรภ์ของพระนางยโสธราเทวี ได้นามว่าราหุลกุมาร ทรงเจริญด้วย
ขัตติยบริวารเป็นอันมาก. วิธีบรรพชาของท่านมาแล้วในขันธกะนั้นเอง.
ท่านบรรพชาแล้วได้รับพระโอวาทด้วยดี ด้วยสุตตบทเป็นอันมากในสำนัก
พระศาสดา มีญาณแก่กล้า เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต. ก็ท่านเป็น
พระอรหัต พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผลจึงได้
ภาษิตคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ว่า
ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์
ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการคือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิปัตติสมาบัติ ๑
เพราะเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็นผู้มีปัญญาเห็น
ธรรมทั้งหลาย.
อนึ่ง เพราะอาสวะของเราสิ้นไป และภพใหม่ไม่มีต่อไป
เราเป็นพระอรหันต์เป็นพระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็น
ผู้เห็นอมตธรรม.
สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษ
ในก้าน ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมไว้ ถูกหลังคาคือตัณหา