ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภีตรูปํ
สีหํว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีหํ ความว่า เพราะครอบงำ
ท่วมทับสัตว์ทั้งหลาย มีสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าเป็นต้น เชื่อมความว่า
มีรูปน่าชมเชยคือมีอัตภาพน่าชมเชยยิ่ง ข้าพเจ้าได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้น ผู้น่าชมเชยอย่างยิ่ง ผู้ประทับนั่งดุจสีหะฉะนั้น, ซึ่งพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้ประเสริฐ คือสูงสุดกว่านระทั้งหลาย ผู้เกิด
โดยพิเศษยิ่ง ดุจพญาเสือโคร่ง ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓ ดุจไกรสร-
ราชสีห์ วิเศษกว่าราชสีห์ทั้งปวงฉะนั้น. เกิดเป็นอย่างไร ? เชื่อม
ความว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยี่ยวน
คือปราศจากกิเลส อันขันธมารเป็นต้น ให้แพ้มิได้ประทับนั่งอยู่. บทว่า
มารณานคฺคํ ความว่า เป็นผู้เลิศในการยังกิเลสทั้งปวงให้ตาย ให้เหือด
แห้งและกำจัดเสีย อธิบายว่า บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธสาวก
ทั้งหลายผู้ฆ่ากิเลสทั้งหลายให้ตายแม้มีอยู่ พระองค์ประเสริฐกว่าท่านเหล่า
นั้น. เชื่อมความว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้อันภิกษุสงฆ์
แวดล้อมแล้ว คือผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่แล้ว.
บทว่า จงฺโกฏเก เปตฺวาน ความว่า เราได้โปรยดอกอังกาบ
อันสูงสุดบรรจุในขวดให้เต็ม บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้ประเสริฐ.
จบอรรถกถาปุปผจังโกฏิยเถราปทาน
จบอรรถกถาสกจิตตนิยวรรคที่ ๗