บริสุทธิ์ เพราะไม่มีกิเลส ทรงปราศจากมลทิน เพราะละมลทินคืออุปกิเลส
๑,๕๐๐ เสียได้ดุจดวงจันทร์พ้นแล้วจากมลทิน คืออุปกิเลสเหล่านี้คือ เมฆ
หมอก น้ำค้าง ควัน ธุลี ราหู ดังนี้. ชื่อว่า ไม่ขุ่นมัว เพราะไม่มี
เปือกตมคือกิเลส. ชื่อว่า มีความเพลิดเพลินและภพสิ้นไปแล้ว เพราะ
ความเสน่หาอันมีกำลัง คือความเพลิดเพลินและภพ สิ้นไปแล้วโดยรอบ
ด้าน. บทว่า ติณฺณํ โลเก ความว่า ข้ามขึ้นพ้นจากโลกทั้ง ๓ ได้แล้ว
บทว่า วิสตฺติกํ ความว่า ตัณหาท่านเรียกว่า วิสตฺติ, นิตฺตณฺหํ แปลว่า
ไม่มีตัณหา. บทว่า นิพฺพาปยนฺตํ ชนตํ ความว่า พระองค์ทรงอยู่ในธรรม.
ทรงยังหมู่ชนให้ดับ สงบระงับได้ด้วยความไม่มีความเร่าร้อน คือกิเลส.
เชื่อมความว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี พระองค์ทรงข้ามจาก
สงสารแล้ว ทรงชักชวนสัตว์ทั้งปวงให้ข้ามพ้นจากสงสารบ้าง ทรง
เป็นมุนีเพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการ. บทว่า วนสฺมึ ฌายมานํ ความ
ว่า ทรงเพ่ง คิด ทรงอบรมจิตด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน
ในกลางป่า. เชื่อมความว่า เห็นแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ทรง
เป็นมุนีผู้มีจิตเป็นอารมณ์เดียว มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในอารมณ์เดียว. บทว่า
พนฺธุชีวกปุปฺผานิ ความว่า เป็นที่ดำรงชีวิตของเผ่าพันธุ์คือหมู่ญาติ คือ
เป็นที่อาศัยเป็นอยู่เป็นที่รวมพันธุชีวกะ คือหัวใจ เนื้อและโลหิต เก็บ
เอาดอกชบาที่มีสีดอกเสมอเหมือนกับหัวใจ เนื้อและโลหิต มาบูชาพระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก. คำที่เหลือมีเนื้อความ
ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาพันธุชีวกเถราปทาน