Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 72 หน้าที่ 426

เล่ม มมร. 72 หน้า 426 ข้อ 140
จงทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหาร ในวันพรุ่งนี้ โดยมียสกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะ เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว. ลำดับนั้นแล ท่านเศรษฐีคฤหบดี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกขึ้น จากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ลำดับ นั้นแล ยสกุลบุตร เมื่อเศรษฐีคฤหบดีหลีกไปไม่นาน ก็ได้กราบทูลกะพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จง เป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสว่า ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหม- จรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบท ของท่านผู้มีอายุนั้น. ก็ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประ- กาศเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห ดังนี้ . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทฺทํ มีความหมายว่า ชื่อว่า สมุทร เพราะอันบุคคลพึงแสดงชี้ด้วยดี ด้วยแหวนตรา อีกความหมายหนึ่งชื่อว่า สมุทร เพราะผุดขึ้น กระเพื่อม ชำระด้วยดี คือทำเสียงครั่นครื้น ย่อม เคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่น, สมุทรนั้นด้วย ใหญ่ด้วย ชื่อว่า มหาสมุทร ซึ่งมหา- สมุทรนั้น . บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า จมลงแล้ว เข้าไปภายในคือเข้าไป ภายในมหาสมุทรนั้น ก็คำว่า โอคฺคยฺห ความว่าไหลท่วมเข้าไปในภายในคือ ไหลเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น . บทนั้นพึงทราบว่าเป็นทุติยาวิภัตติ ลงใน อรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า ภวนํ เม สุมาปิตํ ความว่า ชื่อว่า ภวนะ เพราะ เป็นที่มี ที่เกิด ที่อยู่อาศัย คือ เป็นที่เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอิริยาบถ ๔ ในที่อยู่ นั้น วิมานนั้นเป็นของเรา ปราสาทนั้นคือนครที่เราสร้างไว้แล้วเป็นอย่างดี
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka