เที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นลิจฉวี
ราชกุมารในเมืองเวสาลี. เพราะท่านเป็นโอรสของเจ้าวัชชี จึงได้รับสมัญญา
ว่า วัชชีบุตร. ท่านเป็นหนุ่ม ในเวลาที่ศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างเป็นต้น
เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุ จึงเป็นผู้มีอัธยาศัยใคร่จะออกจากทุกข์เที่ยวไป ได้
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชในสำนักของพระ-
ศาสดา บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้อภิญญา ๖. ก็
ท่านเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ในกาลต่อมา เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้วไม่นาน
นัก จึงทำหมายกำหนดการเพื่อสังคายนาพระธรรม เมื่อพระมหาเถระทั้งหลาย
ประชุมกันในที่นั้น ๆ วันหนึ่ง ได้เห็นท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพระเสขบุคคล
มีบริษัทใหญ่แวดล้อมกำลังแสดงธรรมอยู่. เมื่อจะทำความอุตสาหะให้เกิดขึ้น
เพื่อบรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไปกว่าท่านพระอานนท์นั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า:-
โคตมะเอ่ย ! ท่านจงเข้าไปยังโคนต้นไม้
ในป่า จงตั้งพระนิพพานไว้ในหทัย จงเจริญ
ภาวนาและอย่าประมาท พูดซุบซิบนินทาคนอื่น
จักทำประโยชน์เช่นไร ให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุกฺขมูลคหนํ ความว่า ป่าที่มีโคนต้นไม้
จริงอยู่ ป่าไม่มีโคนต้นไม้ก็มีอยู่ และโคนต้นไม้ที่ไม่มีในป่าก็มี. บรรดา
บทเหล่านั้น ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตรายคือลมและแดด เพราะเป็นสถานที่
อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงา ด้วยศัพท์ว่า รุกขมูละ ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตราย
คือลม เพราะปราศจากสายลมและแสดงถึงความไม่เบียดเสียดด้วยฝูงชน ไว้