จมลงในที่ไหนเล่า ? พระเถระกราบทูลว่า จมลงในที่ตรงนี้ พระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ถ้าเช่นนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนสพรหม-
จารีทั้งหลายเสียเถอะ. ในขณะนั้น พระเถระ จึงถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
ไปด้วยกำลังแห่งฤทธิ์แล้ว เอาระหว่างนิ้วเท้าคีบยอดปราสาท ถือปราสาทอัน
ใหญ่ประมาณ ๒๕ โยชน์ไว้ เหาะไปในอากาศ, ก็เมื่อเหาะไป ได้ยกขึ้นสูง
ถึง ๕๐ โยชน์. ลำดับนั้น พวกญาติของท่านในภพก่อน ซึ่งได้เกิดเป็นปลา
เต่าและกบ ด้วยความโลภในปราสาท เมื่อปราสาทนั้น ถูกยกลอยไป ก็พา
กันล้มตกลงไปมา. พระศาสดา ทรงเห็นสัตว์เหล่านั้นล้มกลิ้งเช่นนั้นแล้ว จึง
ตรัสว่า ภัททชิ พวกญาติของเธอกำลังลำบากนะ. พระเถระเชื่อพระดำรัส
ของพระศาสดา จึงปล่อยปราสาทแล้ว. ปราสาทก็คงตั้งสถิตอยู่ตามเดิมนั้นแล.
พระศาสดา เสด็จถึงฝั่งแล้ว ถูกพวกภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ปราสาทหลังนี้ อันพระภัททชิเถระ ให้จมลงเมื่อไร แล้วจึงตรัสมหาปนาท-
ชาดก ทำชนหมู่มากให้ได้ดื่มน้ำอมตะ. คือธรรมะ.
ส่วนพระเถระ บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุญสมภารในกาล
ก่อนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ความว่า ข้าพเจ้าหยั่งลง
ดำลง เข้าไปหยั่งลงไปสู่ชลาลัยอันได้นามว่า โบกขรณี เพราะเขาขุดห้วงน้ำ
ใหญ่และกว้างมากมาย คือ เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปยังสระโบกขรณีนั้นเพื่อของกิน
และของเคี้ยวแล้วเก็บเอาเหง้าบัวและรากบุณฑริกขึ้นมา. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอที่จะกำหนดได้โดยง่าย ตามลำดับแห่งเนื้อความ เพราะข้าพเจ้าได้กล่าว
เนื้อความไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่ายทั้งหมดแล.
จบอรรถกถาภัททชิเถราปทาน