วินิจฉัยในนทีนิมิต:-
ในสมัยแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม เมื่อฝนตกติด ๆ กันอย่างนี้คือ ทุก
กึ่งเดือน ทุก ๑๐ วัน ทุก ๕ วัน พอฝนหายแล้ว กระแสแห่งแม่น้ำใด ขาดแห้ง
แร่น้ำนี้ ไม่นับเป็นแม่น้ำ. แต่ในคราวฝนเช่นนี้ กระแสแห่งแม่น้ำใดไหลไม่
ขาด ตลอดฤดูฝน ๔ เดือน ลึกพอจะเปียกอันตรวาสกของนางภิกษุณี ผู้นุ่งห่ม
ได้ปริมณฑล ๓ ลุยข้าม ณ เอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง, แม่น้ำนี้นับว่าเป็นแม่น้ำ,
ชนิดนี้แล ก็แม่น้ำใด โอบรอบวัดที่อยู่ โดยสัณฐานดังทูบเกวียนก็ดี โดยสัณ
ฐานดังคูก็ดี คล้ายทาง, กำหนด แม่น้ำนั้นเป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนด
ในทิศอื่น ไม่ควร. แม้ในแม่น้ำ ๔ สาย ซึ่งผ่านตัดกันและกันไป ใน ๔ ทิศ
แห่งวัดที่อยู่ ก็มีนัยเหมือนกัน. แต่จะกำหนดแม่น้ำทั้ง ๔ สาย ซึ่งไม่เชื่อม
ต่อกันเป็นนิมิต ใช้ได้ ถ้าชนทั้งหลายปักหลักเรียงกันเหมือนทำรั้วกั้นกระแส
นำด้วยเถาวัลย์และใบไม้เป็นต้น และนำล้นท่วมทำบนไหลไปได้ จะทำให้เป็น
นิมิต ควรอยู่ เมื่อเขาทำทำนบไม่ให้นำไหล แม่น้ำที่ไม่ไหล ไม่ควรทำให้
เป็นนิมิต. ในที่ซึ่งน้ำไหล เพราะขาดน้ำ ในคราวฝนแล้ง หรือ
ในฤดูร้อนใช้ได้. ชนทั้งหลายชักลำรางไขน้ำมาแต่แม่น้ำใหญ่ ลำรางนั้นเป็น
เช่นกับแม่น้ำเขิน ไหลอยู่เป็นกิจ ให้สำเร็จข้าวกล้า ๓ คราว ถึงน้ำไหลไป
ได้ก็จริง แต่ก็ไม่ควรทำเป็นนิมิต. ส่วนลำรางอันใดในชั้นเดิม แม้ขาดขุดชัก
มาจากแม่น้ำใหญ่ ในกาลอื่นเซาะพังกลายเป็นแม่น้ำ ไหลไปได้เอง ตามทาง
ที่เขาขุดชักมานั้นแหละ โดยการต่อไป เกลื่อนกลาดไปด้วยสัตว์น้ำ มีจรเข้