Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 73 หน้าที่ 484

เล่ม มมร. 73 หน้า 484 ข้อ 12
ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติลํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ทรงยับยั้งใกล้ๆ โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ในสัปดาห์ที่ ๘ ทรงรับอาราธนา แสดงธรรมของท้าวมหาพรหม ทรงตรวจดูภัพพบุคคล ทรงเห็น สรณกุมาร และสัพพกามีกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์ และภิกษุที่บวชกับพระ- องค์ร้อยโกฏิ เป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมคือ สัจจะ ๔ จึงเสด็จทางอากาศ ทรงลงที่สุทัสสนะราชอุทยาน ใกล้กรุงสุทัสสนะ โปรดให้พนักงานเฝ้าพระราช อุทยาน เรียกพระกนิษฐภาดามาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ท่ามกลาง บริวารเหล่านั้น ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัย ครั้งที่ ๑ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ต่อจากสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า มีพระพุทธ- เจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำ ผู้ที่เข้าเฝ้ายาก มีพระเดช ยิ่ง เป็นพระมุนี สูงสุดแห่งโลกทั้งปวง. พระองค์มีพระเนตรผ่องใส พระพักตร์งามพระ วรกายใหญ่ ตรง สดใส ทรงแสวงประโยชน์แก่ สรรพสัตว์ ทรงเปลื้องสัตว์เป็นอันมาก จากเครื่องผูก. ครั้งพระพุทธเจ้าทรงบรรลุพระโพธิญาณ อันสูง สุดสิ้นเชิง ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุงสุทัสสนะ. อภิสมัยในการทรงแสดงธรรมแม้ของพระองค์ก็ มี ๓ ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคเตโช ได้แก่ มีพระเดชสูง. บทว่า ปสนฺนเนตฺโต ได้แก่ มีพระนัยนาใสสนิท พระเนตรใสเหมือนก้อนแก้วมณี ที่
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka