ทั้งปวง ในอาคตสถานว่าท่านผู้มีปัญญาว่าประเสริฐดุจแผ่นดิน ย่อมบรรลุ
โพธิญาณ. ในที่นี้ประสงค์เอาพระสัพพัญญุตญาณ. หรือว่า สัพพัญญุตญาณ
อันเป็นอรหัตมรรคพึงทราบว่า โพธิ ในที่นี้. พระสัพพัญญุตญาณของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า โพธิ เพราะประสงค์เอา มหาโพธิ. จริงอยู่
พระสัพพัญญุตญาณ อันมีอาสวักขยญาณเป็นปทัฏฐาน และอาสวักขยญาณ
อันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นปทัฏฐาน ท่านกล่าวว่า มหาโพธิ. ความย่อ
ในบทนี้ มีดังนี้ ความประพฤติกล่าวคือการปฏิบัติมีทานและศีลเป็นต้น ของ
เราอันใด ในการกำหนดกาลตามที่กล่าวแล้ว ความประพฤตินั้นทั้งหมด
เป็นเครื่องบ่ม เป็นความสำเร็จ ทำให้เกิดมหาโพธิญาณ อันไม่มีส่วนเหลือ
อกิตติดาบสแสดงการบำเพ็ญโพธิสมภารติดต่อกันไปด้วยบทนี้. อีกออย่างหนึ่ง
บทว่า สพฺพํ ได้แก่ความประพฤติอันใดในระหว่างนี้ คือ ในการกำหนด
กาลตามที่กล่าวแล้ว ความประพฤตินั้นทั้งหมด เป็นโพธิสมภารทั้งสิ้น ไม่
มีส่วนเหลือ. อกิตติดาบสแสดงการบำเพ็ญบุญบารมีทั้งหมดด้วยบทนี้.
ภาวนาในโพธิสมภารมี ๔ อย่าง คือ สพฺพสมฺภารภาวนา ๑
นิรนฺตรถาวนา ๑ จิรกาลภาวนา ๑ สกฺกจฺจภาวนา ๑. ในภาวนา
อย่างนั้น ท่านกล่าว จิรกาลภาวนา ( การบำเพ็ญตลอดกาลนาน ) ด้วยบท
นี้ว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส, จตุโร จ อสงฺขิเย ในสี่อสงไขยแสนกัป.
ท่านกล่าว นิรนฺตรถาวนา (การบำเพ็ญติดต่อกันไป) ด้วยการถือเอาทั้งหมด
ในอรรถวิกัปที่หนึ่ง ด้วยการประกอบล่วงส่วนในระหว่างนี้. ท่านกล่าว