Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 271

เล่ม มมร. 74 หน้า 271 ข้อ 13
ได้สมาทานไว้. ก็เมื่อเราเสื่อมจากศีลมีศีลขาด ประโยชน์อันใดที่เราปรารถนา ไว้ตั้งแต่บาทมูลของพระทศพลพระนามว่าทีปังกร ประโยชน์อันสูงสุด คือ ความเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็จะไม่สำเร็จ. บทว่า กามํ ภิชฺชตุ ยํ กาโย คือ กายมีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี ต้องบีบนวด ต้องทำลายและต้องกำจัดเป็น ธรรมดา สะสมขึ้นด้วยข้าวสุกและขนม คือมหาภูตรูป ๔ นี้จงแตกคือ พินาศไป จงกระจุยกระจายไปเหมือนแกลบที่ชัดไปในลมแรงในที่นี้ก็ตาม เถิด. บทว่า เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ, วิกิรนิเต ภุสํ วิย คือพระโพธิ- สัตว์คิดว่า แม้เมื่อร่างกายนี้กระจัดกระจายไปเหมือนแกลบ เราก็จะไม่ทำ- ลายศีลอัน เป็นเหตุแห่งความสำเร็จประโยชน์สูงสุด. เราจะไม่คำนึงถึงร่าง กายและชีวิต จะบำเพ็ญศีลบารมีเท่านั้น แล้วจะอดกลั้นทุกข์เช่นนั้นใน กาลนั้น ท่านแสดงไว้ดังนี้. ก็เมื่อพระมหาสัตว์ตกอยู่ในเงื้อมมือของหมองูครบเดือนพอดี. พระมหา- สัตว์อดอาหารตลอดกาลประมาณเท่านั้น. นางสุมนาแลดูสระโบกขรณีด้วย คิดว่า สามีของเราช้าเหลือเกิน. จะมีเหตุอะไรหนอครั้นเห็นน่ามีสีแดงก็รู้ว่า สามีถูกหมองูจับจึงออกจากนาคพิภพไปใกล้จอมปลวกเห็นที่ที่พระมหาสัตว์ ถูกจับและที่ที่ถูกทรมาน จึงร้องไห้คร่ำครวญไปยังบ้านชายแดนถาม ครั้น ทราบเรื่องราวแล้วก็ไปกรุงพาราณสี ยินร้องไห้อยู่บนอากาศใกล้ประตูพระ- ราชวัง. พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนอยู่ แหงนสู่อากาศเห็นนางสุมนา จึงละอาย เข้าตะกร้านอน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka