Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 74 หน้าที่ 379

เล่ม มมร. 74 หน้า 379 ข้อ 21
พระกุมารทั้งสอง คือ ยุธัญชัยะ และ ยุธิฏฐิละ ละพระมารดาพระบิดา ตัดความข้อง ของมัจจุออกบวชแล้ว. ในบทเหล่านั้นบทว่า สงฺคํ เฉตฺวาน มจฺจุโน คือพระกุมารตัด ความข้อง คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นของมีอยู่ เพราะเป็นเหตุ ทำร่วมกันกับมัจจุมาด้วยการข่มใจไว้ แล้วบวช. พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้น ได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้. ยุธิฏฐิลกุมาร คือพระอานนท์เถระ. ยุธัญชย คือพระโลกนาถ. การบริจาคมหาทานเมื่อก่อนบวช และการสละราชสมบัติเป็นต้น ของพระมหาสัตว์นั้นเป็นทานบารมี. การสำรวมกายวาจาเป็นศีลบารมี. การบรรพชาและการบรรลุฌานเป็นเนกขัมมบารมี. ปัญญาเริ่มต้นด้วยทำ มนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง จนบรรลุอภิญญาเป็นที่สุดและปัญญา. กำหนดธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่งทานเป็นต้น เป็นปัญญา บารมี. ความเพียรยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จในที่ทั้งปวง เป็นวีริยบารมี. ญาณขันติและอธิวาสนขันติ เป็นขันติบารมี. การไม่พูดผิดจากคำปฏิญญา ชื่อว่า สัจจบารมี. การตั้งใจสมาทานอันไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง ชื่อว่า อธิษฐานบารมี. เพราะจิตคิดแต่ประโยชน์ในสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจ แห่งเมตตาพรหมวิหาร ชื่อว่า เมตตาบารมี. ด้วยการวางเฉยในความ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka