เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส ทรงอดกลั้นอยู่ซึ่ง
ทุกข์ใหญ่ ดุจไม่มีจิตใจ ที่กล่าวไว้ในขันติวาทิชาดก อย่างนี้ว่า
เมื่อพระเจ้ากาสิราช ใช้ขวานอัน
คมฟันเราผู้คล้ายกับไม่มีจิต เราก็ไม่โกรธ
นั่นเป็นขันติบารมีของเรา ดังนี้
ชื่อว่า ความบำเพ็ญขันติเป็นปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุตตโสม ได้สละชีวิต
รักษาความสัตย์ที่กล่าวไว้ในมหาสุตตโสมชาดก อย่างนี้ว่า
เราสละชีวิตของเราตามรักษาอยู่ซึ่ง
วาจาสัตย์ ให้ปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์
นั่นเป็นสัจจบารมีของเรา ดังนี้
ชื่อว่า บำเพ็ญสัจจบารมีเป็นปรมัตถบารมี.
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ ทรงสละแม้ชีวิตอธิษ-
ฐานวัตร กล่าวไว้ในมูคปักขชาดก (ชาดกว่าด้วยบุคคลผู้เป็นใบ้และพิการ)
อย่างนี้ว่า
พระมารดาพระบิดามิใช่เป็นผู้น่า
เกลียดชังของเรา อิสริยะใหญ่ก็มิได้เป็นที่
เกลียดชังของเรา แต่พระสัพพัญญุตญาณ
เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น การอธิษฐาน
จึงเป็นวัตรของเรา ดังนี้
ชื่อว่า อธิษฐานบารมีเป็นปรมัตถบารมี.