Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 75 หน้าที่ 242

เล่ม มมร. 75 หน้า 242 ข้อ 16
ฯลฯ มโนสัมผัส เวทนาเกิดแต่จักษุสัมผัส ฯลฯ เวทนาเกิดแต่มโนสัมผัส จักขุวิญญาณ ฯสฯ มโนวิญญาณดังนี้. และทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลายด้วยอารมณ์ ดังในประโยคมีอาทิว่า รูปสญฺา ฯเปฯ ธมฺมสญฺา รูปสญฺเจตนา ฯเปฯ ธมฺมสญฺเจตนา ดังนี้. และทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลาย ทั้งวัตถุ และอารมณ์ ดังในประโยคมีอาทิว่า. จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุ และรูป ผัสสะ คือ การประชุมธรรมทั้ง ๓ ฯลฯ มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยมนะและธรรมทั้งหลาย ผัสสะคือการประชุมแห่ง ธรรมทั้ง ๓ ดังนี้. ทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลาย ด้วยภาวะพร้อมทั้งรส ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงเกิดขึ้น เพราะ สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงเกิดขึ้น ดังนี้. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงในฐานะนี้ด้วยอารมณ์จึง ตรัสคำว่า รูปารมฺมณํ วา เป็นต้น. บรรดาธรรมที่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นต้นนั้น รูปมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็น อดีต อนาคต และปัจจุบันนั่นแหละ เรียกว่า รูปารมณ์. เสียงมีสมุฏฐาน ๒ ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันนั่นแหละ เรียกว่าสัททารมณ์. คันธะมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันนั่นแหละ เรียกว่า คันธารมณ์. รสนั่นแหละมี สมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เรียกว่า รสารมณ์. โผฏฐัพพะ นั่นแหละมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีตและปัจจุบัน เรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์. ธรรมทั้งหลายนั่นแหละกล่าวคือโคจร (อารมณ์) ของจิตที่มีสมุฏฐานหนึ่ง มีสมุฏฐานสอง มีสมุฏฐานสาม มีสมุฏฐานสี่ แม้ไม่เกิดจากสมุฏฐานไหน ๆ ที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน ทั้งธรรมที่ไม่พึงกล่าว และที่เหลือจากธรรมที่กล่าว แล้ว เรียกว่า ธรรมารมณ์.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka