กรรมทั้งหลายย่อมเที่ยวไปในทวาร
ทวารทั้งหลายไม่เที่ยวไปกับทวารทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกำหนดกรรมทั้งหลาย
กับทวารทั้งหลายไว้ด้วยกัน.
ในคาถานั้น อธิบายว่า ทวารย่อมได้ชื่อตามกรรม แม้กรรมก็ได้ชื่อ
ตามทวาร. เหมือนอย่างว่า ที่เป็นที่เกิดแห่งวิญญาณเป็นต้น ย่อมได้
ชื่อว่า ทวารแห่งวิญญาณ ทวารแห่งผัสสะ ทวารแห่งความไม่สำรวม
ทวารแห่งความสำรวม ดังนี้ ฉันใด ที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกายกรรม ก็ได้ชื่อว่า
ทวารแห่งกายกรรม ฉันนั้น. แม้ในทวารแห่งวจีกรรมและมโนกรรม
ก็นัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นไม้นั้น ๆ ย่อมได้ชื่อตามต้นไม้นั้น ๆ ว่า
เทวดาไม้งิ้ว (สิมฺพลิเทวตา) เทวดาใบไม้เหลือง (ปลาสเทวตา) เทวดา
ต้นสะเดา (ปุจิมนฺททวตา) เทวดาไม้สะคร้อ ฉันใด แม้กรรมที่บุคคลทำแล้ว
ด้วยกายทวาร ย่อมได้ชื่อตามทวารว่า กายกรรม ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้ใน
วจีกรรมและมโนกรรมก็นัยนี้เหมือนกัน. ในบรรดากายและกรรมนั้น กายก็
เป็นอย่างหนึ่ง กรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ท่านเรียกกายและกรรมนั้นว่า
กายกรรม เพราะความที่กรรมนั้นกระทำด้วยกาย ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถา-
จารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
หากกรรมกระทำด้วยกาย เรียกว่า
กายกรรม กายและกายกรรม ท่านก็กำหนด
ไว้ด้วยกัน หากกรรมกระทำด้วยเข็ม เรียกว่า
สุจิกรรม เข็มและสุจิกรรม ท่านก็กำหนด
ไว้ด้วยกัน หากกรรมกระทำด้วยมีด เรียกว่า
วาสิกรรม มีดและวาสิกรรม ท่านก็กำหนด