(ทุสฺสีลยํ) ความเป็นผู้หลงลืมสติ (มุฏฺสสจฺจํ) ความไม่รู้ (อญฺาณํ)
ความไม่อดทน (อกฺขนฺติ) ความเกียจคร้าน (โกสชฺชํ) บรรดาธรรม
๕ เหล่านั้น แม้ธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้นในจิตทั้งหลายมีโวฏฐัพพนจิต
เป็นที่สุดในปัญจทวาร แต่ย่อมเกิดในขณะแห่งชวนจิตเท่านั้น ธรรมนั้นแม้
เกิดขึ้นในชวนจิต ท่านเรียกว่า อสังวร (ความไม่สำรวม ) ในทวาร ๕.
จริงอยู่ ผัสสะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ ชื่อว่า จักขุสัมผัส เจตนา
ชื่อว่า มโนกรรม จิตนั้น ชื่อว่า ทวารแห่งมโนกรรม ในจักขุวิญญาณนี้
อสังวร ๕ อย่างยังไม่มี. ผัสสะที่เกิดพร้อมกับสัมปฏิกิจฉันนจิต ชื่อว่า
มโนสัมผัส เจตนาชื่อว่า มโนกรรม จิตนั้นชื่อว่า ทวารแห่งมโนกรรม
ในสัมปฏิจฉันนจิตแม้นี้ อสังวรก็ยังไม่มี. แม้ในสันติรณจิตและโวฏฐัพพนจิต
ก็มีนัยนี้แหละ. แต่ว่าผัสสะที่เกิดพร้อมกับชวนจิตชื่อว่ามโนสัมผัส เจตนา
ชื่อว่า มโนกรรม จิตนั้นชื่อว่า ทวารแห่งมโนกรรม ความไม่สำรวมใน
ชวนจิตนั้น ชื่อว่า จักขุอสังวร (ความไม่สำรวมทางจักษุ). แม้ในโสต-
ฆานชิวหาปสาทกายทวาร ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็ในกาลใด ชวนจิตทางมโนทวารมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีรูป
เป็นต้นเป็นอารมณ์ เว้นวจีทวาร ย่อมเกิดขึ้นยังความไหวกายทวารล้วนให้
เป็นไปอยู่ ในกาลนั้น ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ชื่อว่า มโนสัมผัส
เจตนาชื่อว่า กายกรรม แต่จิตนั้นเป็นอัพโพหาริก ไม่ถึงการนับว่าเป็น
มโนทวาร เพราะความไหวเกิดแล้ว ก็ความไม่สำรวมในชวนะนี้ ชื่อว่า
ความไม่สำรวมทางกาย (กายอสังวร).
ในกาลใด ชวนจิตเช่นนั้นนั่นแหละ จากกายทวาร เกิดขึ้นยังการ
ไหววจีทวารล้วน ๆ ให้เป็นไปอยู่ ในกาลนั้น ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น