Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 75 หน้าที่ 410

เล่ม มมร. 75 หน้า 410 ข้อ 97
ถามว่า ธรรมที่เหลือเหล่านั้นไม่เป็นปัจจัยของกันและกันหรือ หรือ ว่าไม่เป็นปัจจัยแก่รูปซึ่งมีธรรมนั้นเป็นสมุฏฐานหรือ ? ตอบว่า ไม่เป็นปัจจัย หามิได้ แต่ว่าธรรมเหล่านั้นย่อมเป็นปัจจัยอย่างนั้นก็ได้ ย่อมเป็นโดยประการ อื่นก็ได้ เพราะฉะนั้น ครั้นเมื่อความเป็นปัจจัยแม้มีอยู่ ก็ย่อมเป็นปัจจัยเกินไป ดังนั้น จึงตรัสว่า ธรรมเหล่านั้น ว่าเป็นอาหาร. ถามว่า ตรัสว่าอย่างไร ? ตอบว่า บรรดาอาหารเหล่านั้น ผัสสาหาร เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่จิตและเจตสิกเป็นปัจจัยเหล่านั้น และย่อมนำมา ซึ่งเวทนา ๓. มโนสัญเจตนาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น และย่อม นำมาซึ่งภพ ๓. วิญญาณาหาร ย่อมเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น และย่อมนำมา ซึ่งปฏิสนธิ นามและรูป. ถามว่า วิญญาณาหารนั้นเป็นวิบากอย่างเดียว ส่วนวิญญาณนี้เป็น กุศลวิญญาณ มิใช่หรือ. ตอบว่า เป็นกุศลวิญญาณแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น กุศลวิญญาณนั้น ท่านก็เรียกว่า วิญญาณาหารเหมือนกัน เพราะเป็นสภาพ เหมือนกับวิปากวิญญาณาหารนั้น. อีกย่างหนึ่ง ธรรมทั้ง ๓ เหล่านี้ ตรัส เรียกว่า อาหาร เพราะอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์. จริงอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็น ปัจจัยโดยเป็นอุปถัมภกปัจจัย แก่สัมปยุตตธรรมทั้งหลาย เหมือนกพฬิงการา- หารเป็นปัจจัยแก่รูปกาย เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ พระองค์จึงตรัสว่า อรูป- อาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรม และแก่รูปทั้งหลายที่มีอาหารนั้นเป็น สมุฏฐาน ด้วยอาหารปัจจัย. อีกนัยหนึ่ง ก็ธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า อาหาร ดุจกพฬิงการาหารเป็นปัจจัยพิเศษแห่งสันตติ (ความสืบต่อ) ในภายใน จริงอยู่ กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยพิเศษแก่รูปกายของสัตว์ทั้งหลายผู้มีกพฬิงกา-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka