Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 75 หน้าที่ 452

เล่ม มมร. 75 หน้า 452 ข้อ 148
ทั้ง ๒ นั้น ธรรมที่เป็นปฐมฌานแม้ทั้งหมด ย่อมไม่มีในทุติยฌานแม้โดยแท้ เพราะว่า ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ในปฐมฌานก็อย่างหนึ่ง ในทุติยฌาน นี้ก็อย่างหนึ่งก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงทราบว่า คำที่ตรัสอย่างนี้ว่า เพราะวิตก และวิจารสงบ เพื่อแสดงว่า การบรรลุทุติยฌานเป็นต้นเป็นอย่างอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีเพราะก้าวล่วงองค์หยาบ ๆ. ในบทว่า อชฺฌตฺตํ (ภายใน) นี้ ท่านประสงค์เอาภายในเป็นของตนเอง แต่ในวิภังค์ตรัสคำมีประมาณเท่านี้ว่าเฉพาะตัว ชื่อว่า อัชฌัตตะ ก็เพราะ บทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์เอาบทว่า นิยกชฺฌตฺตํ ฉะนั้นในบทว่า อชฺฌตฺตํ จึงมีอธิบายว่า เกิดในภายในของตน หรือเกิดในสันดานของตน. ศรัทธา เรียกว่า ความผ่องใสในบทว่า สมฺปสาทนํ นี้. แม้ฌานก็เรียกว่า ความผ่องใส เพราะประกอบด้วยความผ่องใส เหมือนผ้า ชื่อว่า ผ้าเขียว เพราประกอบด้วยสีเขียว. อีกอย่างหนึ่ง เพราะฌานนั้นยังจิตให้แจ่มใส เพราะ ประกอบด้วยความผ่องใส และเพราะความสงบความกำเริบวิตกและวิจารฉะนั้น จึงตรัสว่า สมฺปสาทนํ (ความผ่องใส). ก็ในการกำหนดเนื้อความนี้พึงทราบ ความสัมพันธ์แห่งบทอย่างนี้ ว่า สมฺปสาทนํ เจตโส แต่ในการกำหนด เนื้อความบทแรก บทว่า เจตโส นี้ พึงประกอบกับบท เอโกทิภาวํ. ในบทนั้นมีการประกอบเนื้อความดังต่อไปนี้. สมาธิใด ย่อมผุดขึ้นเป็นเอก เพราะเหตุนั้น สมาธินั้น จึงชื่อว่า เอโกทิ อธิบายว่า สมาธินั้นเป็นภาวะที่เลิศประเสริฐผุดขึ้น เพราะวิตกและ วิจารไม่เจริญ (เกิด) ขึ้นในภายใน. จริงอยู่ แม้บุคคลผู้ประเสริฐที่สุด เขาก็ เรียกว่า เป็นเอกในโลก ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง แม้จะกล่าวว่าสมาธิที่เว้นวิตก ละวิจารเป็นเอกไม่มีสหายผุดขึ้น ดังนี้ก็ควร. อีกนัยหนึ่ง สมาธิใดย่อมยัง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka