ย่อมสรรเสริญซึ่งบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยตติยฌานนั้น เพราะฌานใดเป็นเหตุ
เพราะฌานใดเป็นการณะ.
ถามว่า ย่อมสรรเสริญ อย่างไร ?
ตอบว่า ย่อมสรรเสริญว่า เป็นผู้เพ่งเฉยมีสติอยู่เป็นสุข.
บัณฑิตพึงทราบการประกอบเนื้อความในข้อนั้น อย่างนี้ว่า พระ-
โยคาวจรเข้าถึงฌานที่ ๓ นั้นอยู่. เพราะเหตุไร พระอริยะทั้งหลายจึงสรรเสริญ
พระโยคีนั้นอย่างนี้ เพราะท่านเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ. จริงอยู่ พระโยคาวจร
นี้เป็นผู้เพ่งเฉยในตติยฌานอันมีความสุขที่ชอบใจยิ่ง แม้ถึงที่สุดแห่งความสุขก็
ไม่ถูกความติดใจในสุขดึงมาในตติยฌานนั้น และชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะมีสติ
ตั้งมั่นโดยประการที่ปีติจะไม่เกิดขึ้น และย่อมเสวยที่ไม่เศร้าหมอง ที่พระอริยะ
ใคร่ ที่อริยชนเสพแล้วนั่นแหละด้วยนามกาย เพราะเหตุนั้น พระโยคีนั้น
จึงควรเพื่อสรรเสริญ. ด้วยประการดังกล่าวมานี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระ
อริยเจ้าเหล่านั้น เมื่อจะประกาศคุณอันเป็นเหตุควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้
พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้เพ่งเฉย มีสติอยู่เป็นสุข เพราะท่านควรแก่การสรรเสริญ
ดังนี้.
คำว่า ตติยํ (ที่ ๓) คือ ชื่อว่า เป็นที่ ๓ เพราะนับตามลำดับ.
ฌานนี้ ชื่อว่า ที่ ๓ เพราะอรรถว่า ย่อมเข้าถึงครั้งที่ ๓. พึงทราบวินิจฉัย
ในบทที่จำแนกและไม่จำแนกในคำเป็นต้นว่า ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ
ดังนี้ ในหมวด ๕ แห่งฌาน แม้บทแห่งปีติก็ต้องลดไปด้วยสามารถแห่งฌาน
แม้นั้น. แม้ในโกฏฐาสวาระก็ตรัสว่า ฌานมีองค์ ๒ คำที่เหลือเป็นเช่นกัน
ทุติยฌานนั่นแหละ ดังนี้แล.
ตติยฌานจบ